กฎทองของชีวิต

กุมภาพันธ์ 2009

LECTIO (พระเจ้าตรัสว่า)
มก 1: 21-28

            21พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อถึงวันสับบาโต พระองค์เสด็จเข้าไปในศาลาธรรม และทรงเริ่มสั่งสอน  22คำสั่งสอนของพระองค์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์

            23ขณะนั้น ในศาลาธรรมชายคนหนึ่งซึ่งปีศาจสิงอยู่ ร้องตะโกนว่า  24ท่านมายุ่งกับเราทำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ ท่านมา ทำลายเราใช่ไหม เรารู้ว่าท่านเป็นใคร  ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า  25พระเยซูเจ้าทรงดุปีศาจและตรัสสั่งว่าจงเงียบ  ออกไปจากผู้นี้  26เมื่อปีศาจทำให้ชายผู้นั้นชักและร้องเสียงดังแล้ว มันก็ออกไปจากเขา  27ทุกคนต่างประหลาดใจจึงถามกันว่านี่มันเรื่องอะไร เป็นคำสั่งสอนแบบใหม่ที่มีอำนาจ เขาสั่งแม้กระทั่งปีศาจ และมันก็เชื่อฟัง  28แล้วกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทุกแห่งตลอดทั่วแคว้นกาลิลีทันที

*   คำสั่งสอนแบบใหม่
 “มาระโกเล่าว่า เมื่อพระเยซูเจ้าทรงขับไล่ปีศาจให้ออกจากชายที่มันสิงแล้ว ทุกคนในศาลาธรรมยอมรับว่า คำสั่งสอนของพระองค์เป็น ‘คำสั่งสอนแบบใหม่’เป็นคำสอน ‘ที่มีอำนาจ’ ทำให้ประชาชนต่าง ‘ประหลาดใจ’ ข้อพิสูจน์ว่าคำสั่งสอนมีอำนาจ คือสามารถไล่ปีศาจได้ นี่เป็นการยืนยันถึงอำนาจ มิใช่คำสั่งสอนของพระองค์  เราพบหัวใจแห่งพระวรสารของพระเยซูเจ้าในตอนต้นของพระวรสาร  เมื่อพระองค์ทรงสั่งสอนในศาลาธรรม และ ‘ทุกคนที่ได้ฟังพระองค์ต่างประหลาดใจในวิธีสอนของพระองค์’ เวลานั้นอำนาจของพระองค์ในฐานะพระเจ้าปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ‘เนื่องจากพระองค์ไม่เหมือนบรรดาอาจารย์ทางกฏหมาย แต่ ทรงสอนด้วยอำนาจ’ ทรงขับไล่ปีศาจให้ออกจากชายที่มันสิง นี่แสดงให้เห็นว่า สิ่งใหม่กำลังเกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เพียงยืนยันอำนาจของพระเยซูเจ้า แต่มิได้บอกอะไรเกี่ยวกับคำสั่งสอนของพระองค์ คำสอนใหม่นี้เรียกร้องการอ่อนน้อมเชื่อฟังต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากข้อเรียกร้องของข้อกฏหมาย ที่บรรดาหมอกฏหมายเรียกร้อง” (HANS URS VON BALTHASAR)
 คำว่า “ใหม่” (อ้าง มก.1:21-28)เป็นคำที่แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างวิธีคิดของมนุษย์กับวิธีคิดของพระเจ้า การกลับใจที่เป็นเงื่อนไขของการเป็นประชากรใหม่ คือ “เชื่อในข่าวดี”

* จากกฏหมายสู่พระวาจา
 พระวาจาของพระเจ้าตรัสคำสั่งสอนของพระเจ้า ประกาศกคือผู้ที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับท่านว่า “เราจะใส่ถ้อยคำของเราไว้ในปากของเขา และเขาจะพูดทุกอย่างที่เราสั่ง” (ฉธบ 18:18) “พระเจ้าทรงพระทัยดีและปรีชาญาณ ทรงมีพระประสงค์ที่จะแสดงพระองค์แก่มนุษย์ ให้มนุษย์รู้ถึงแผนการอันเร้นลับของพระองค์ (เทียบ อฟ 1:9)คือการที่โดยทางพระคริสตเจ้า องค์พระวจ-นาตถ์ผู้ทรงรับเอาร่างกาย มนุษย์สามารถเข้าถึงพระบิดาเจ้าในองค์พระจิตเจ้า และมีส่วนในพระธรรมชาติพระเจ้าได้(เทียบ อฟ 2:18,2ปต 1:4)”(DV 2) ด้วยเหตุนี้ “พระวาจาของพระเจ้าจึงเป็นพระวาจาที่เด็ดขาด แน่นอน ซึ่งสร้างชีวิตบนศิลา และดำรงอยู่ตลอดนิรันดร เป็นพระวาจาที่เดิน เคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์ เร่งเร้า เชื้อเชิญ ตำหนิ กระตุ้น และให้กำลังใจ  ถ้า ‘เมื่อแรกเริ่มนั้น พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว’ เราผู้ซึ่งถูกสร้างในพระวจนาตถ์นี้ ก็พบตัวเราในพระองค์ได้ตลอดเวลา เราออกเดินด้วยความกล้าหาญในพระวจนาตถ์นี้”  (พระคาร์ดินัล คาร์โล มาร์ตินี)

* “ตัวบทพระคัมภีร์ช่วยนำหนังสือสู่ชีวิต”
 พระวาจาของพระเจ้าช่วยปรับเปลี่ยนบุคคล ทำให้เขา “สาละวนในการงานขององค์พระผู้
เป็นเจ้า” (1 คร 7:32) ปราศจากพระวาจา ชีวิตมีแต่ความมืด อยู่ในอาณาจักรของปีศาจ พระ
วาจาของพระเจ้าทรงเป็น “โคมส่องทางของข้าพเจ้าเป็นแสงสว่างส่องทางเดินให้ข้าพเจ้า”(สดด
119:105) ทรงเปิดเผยพระเจ้าให้มนุษย์รู้จัก และเปิดเผยมนุษย์ให้รู้จักตนเอง (GS22 และ DV
21) พระคาร์ดินัล คาร์โล มาร์ตินี พูดถึงพระวาจาของพระเจ้าในพระศาสนจักรว่า“พระคัมภีร์
ต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังสือสำคัญเพื่ออบรมสั่งสอนมนุษยชาติ เป็นหนังสือของพระ
จิตเจ้าที่ช่วยยกจิตใจขึ้นหาความดี ชี้ทางเดินชีวิตและเป็นแรงบันดาลใจให้เราเอาชนะความยาก
ลำบาก พระคัมภีร์ให้พระเจ้าเป็นอาจารย์ฝึกและเป็นศูนย์กลางชีวิตของเรา สนามฝึกอยู่ในการ
ทำ Lectio Divina ที่สอนเราให้รู้จักอ่านทุกสถานการณ์ของชีวิตด้วยความคิดและจิตใจ
ของพระเจ้า โดยการเอาชนะบ่วงแร้วของปีศาจ
 ข้าพเจ้าขอพูดถึงประสบการณ์การทำ Lectio Divina ที่เป็นพื้นฐานและกระดูกสันหลัง
ของงานแพร่ธรรม พระสังคายานาวาติกันที่สอง เชื้อเชิญคริสตชนทุกคนให้ทำ Lectio   Divina
ซึ่งเป็นกิจปฏิบัติที่แพร่หลายในศตวรรษแรกของพระศาสนจักร ย้อนกลับไปถึงกิจกรรมฝ่ายจิต
ของบรรดาปิตาจารย์ ที่อ้างถึงประเพณีโบราณของรับไบที่กล่าวว่า Lectio Divina คือการอ่าน
พระวาจาของพระเจ้า โดยมีจุดประสงค์เพื่อพบปะกับผู้ประพันธ์พระวาจา เป็นวิธีการ
อ่านที่หล่อหลอมและชี้ทิศทางของชีวิต ข้าพเจ้าทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชาวบ้านที่ซื่อๆ ได้ทำ
Lectio Divina เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงพยายามทำให้อาสนวิหารของข้าพเจ้ากลับเป็นโรงเรียน
แห่งพระวาจา Lectio ตอบคำถามที่ว่า “ตัวบทที่อ่านนั้น มีความหมายอะไร?” Meditatio
ถามว่า “ตัวบทนี้บอกอะไรแก่ฉันบ้าง?” Oratio นำฉันเข้าสู่การเสวนากับผู้ที่ตรัสกับฉัน
Contemplatio ทำให้ฉันแน่ใจว่า การพบปะกับพระเจ้าได้เกิดขึ้น”
 เมื่อไม่นานมานี้ พระคาร์ดินัลมาร์ตินียืนยันความเชื่อมั่นของท่านอีกครั้ง (ในการสนทนา
ยามราตรีในกรุงเยรูซาเล็ม) ว่า “ในความคิดของข้าพเจ้า พื้นฐานการอบรมของคริสตชนคือ
พระคัมภีร์ ถ้าสิ่งนี้คือพื้นฐาน เราก็มีหนทางและโอกาสมากมายที่นำเราไปสู่พระเจ้าหนึ่งเดียว
การคิดที่แตกต่างจากพระวาจาของพระเจ้า จำกัดเราและทำให้เรามีมุมมองแคบ  ไม่ช่วยเรา
มองความกว้างของวิสัยทัศน์ของพระเจ้า  การอ่านพระคัมภีร์ทำให้เราเห็นโลกที่แตกต่าง พระ
เยซูเจ้าทรงชื่นชมความเชื่อของคนต่างชาติ พระคัมภีร์ตอนหนึ่งกล่าวถึงพระเยซูเจ้าที่มิได้ยก
พระสงฆ์เป็นแบบอย่าง แต่ทรงเลือกชาวสะมาเรีย ที่พวกเขาถือเป็นพวกนอกรีตให้เป็นแบบ
อย่างแทน  เมื่อพระองค์ทรงถูกแขวนอยู่บนกางเขน พระองค์ทรงรับโจรไปสวรรค์พร้อมกับ
พระองค์ ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือตัวอย่างของคาอิน พระองค์ทรงหมายเขาไว้ เพื่อมิให้ใครฆ่า
เขา แต่คาอินก็เป็นฆาตกร เขาได้ฆ่าน้องชายของตน”

MEDITATIO  (พระวาจาของพระเจ้าตรัสกับฉันวันนี้)
 ORIENTALE LUMEN (ข้อ 10) ระบุว่า พระวาจาเป็น “จุดเริ่มต้น” เอกสารพระ
สังคายานาวาติกันที่สอง DEI VERBUM เชื้อเชิญคริสตชนทุกคนให้ทำ LECTIO DIVINA ฟังดูเหมือนเป็นของใหม่ แต่สมัชชาพระสังฆราชปี 2008 ก็ได้กล่าวเช่นเดียวกัน  เป็นการฝึกที่มีโครงสร้าง มีวิธีการ ความเงียบและความสม่ำเสมอ  นักบุญ ชาลส์ โบโรเมโอ มักจะนำหนังสือเพลงสดุดีเล่มเล็กๆ ติดตัวเสมอ ท่านอ่านบ่อยมาก แม้ขณะเดินทางอยู่บนหลังม้า เราเรียกการกระทำนี้ว่า การไต่ถามพระวาจา ข้าพเจ้าเฉไฉออกจากพระวาจาหรือ? ชีวิตจิตของฉันถูกกำหนดให้สอดคล้องกับ LECTIO DIVINA หรือ?
 เป็นความอุตสาหะที่ยากลำบาก ความศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องความเชื่อมั่นและการอุทิศ
ตน  ในการก่อสร้างเราต้องใช้เงินมาก การอบรมที่ดีจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่มีจิตใจเป็นเด็กแห่งพระวรสารเท่านั้น
 ถ้า พื้นฐานการอบรมของคริสตชนคือพระคัมภีร์ ฉันก็ต้องมีพระคัมภีร์เป็นของ
ตนเอง คริสตชนต้องมองชีวิตในทุกมิติ “เราพูดถึงการเมืองหรือ? ต้องทำการเมืองเพื่อความดีของส่วนรวม โดยมีความเคารพต่อกันเป็นพื้นฐาน และเปิดโอกาสให้มีการเสวนา ไม่ใช้การเมืองเพื่อหาประโยชน์ใส่ตน ที่สำค้ญคือ ต้องมีบัญญัติใหม่เป็นแสงสว่างนำทาง จงรักพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามมากเท่ากับพรรคที่ท่านชอบ
 เราพูดถึงกีฬาหรือ? นักกีฬาและโค้ชต้องใช้กีฬาเพื่อสร้างภราดรภาพ คือ รักทีมคู่ต่อสู้เหมือนรักทีมของตน
 เราได้ยินเรื่องกะลาสีเรือคนหนึ่ง ที่ภรรยาของเขาถูกฆ่าตายที่ Tor di Quinto เขายกโทษให้ผู้ที่ฆ่าภรรยาของเขา
 ที่ Porto Alegre มีการประชุมระดับโลก เกี่ยวกับปัญหาของประชาชน
 พระสังฆราชประมาณเก้าสิบองค์ ในการประชุมร่วมกับบรรดาฆราวาส ได้ตัดสินใจฟังบรรดาฆราวาส  เพื่อให้พระศาสนจักรปรากฏชัดถึงความเป็นจิตหนึ่งใจเดียวกัน
 แพทย์คนหนึ่งเป็นมะเร็ง ใช้กำลังที่เหลือเพื่อให้คำแนะนำและฟังคนไข้ที่มาพบ
 สามีภรรยาคู่หนึ่ง ในช่วงวิกฤติของชีวิตสมรส ได้ตัดสินใจเลือกดำเนินชีวิตซื่อสัตย์ต่อกัน (จากบทบรรณาธิการของหนังสือ Citta’ Nuova)

ORATIO  (พระวาจาของพระเจ้าทำให้เราภาวนา)
ขอโทษ “บรรดาคริสตชนให้ความเคารพสูงสุดต่อพระคัมภีร์  พวกเขาตั้งไว้บนหิ้ง” (Paul Claudel, L’Ecriture sainte)นักบุญอัมโบรสภาวนาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ความหวังของข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์ มิใช่อยู่กับบรรดาประกาศก หรือ กฏบัญญัติ พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าหวังในพระวาจาของพระองค์ ความหวังของข้าพเจ้าอยู่กับพระองค์ ผู้เสด็จมาเรียกคนบาป มาอภัยบาป เหมือนผู้เลี้ยงแกะที่ดีที่แบกแกะตัวที่หายไปไว้บนบ่าของพระองค์ บนกางเขน”
ขอบคุณ   นักบุญอัมโบรสภาวนาว่า “พระวาจาของพระองค์เท่านั้นเป็นความจริง  พระวาจานั้นเป็นเหมือนหิมะ ที่ตกลงมาจากสวรรค์ ทำให้พื้นดินที่แห้งผากของจิตใจเราชุ่มชื้นและมีความอุดมสมบูรณ์.....ข้าแต่พระเยซูเจ้า ข้าพเจ้าวอนขอพระองค์ทรงโปรดให้จิตวิญญาณของข้าพเจ้าผลิดอกอันสวยงามเพราะฝนที่พระองค์ทรงหลั่งมาให้ โปรดให้หิมะที่ส่องประกายวาววับรดพื้นดินของข้าพเจ้าให้ชุ่มฉ่ำ และทำให้พื้นดินนี้เกิดผลอุดมจากเมล็ดแห่งพระวาจาของพระองค์ ที่ตกลงมาจากสวรรค์ และฝังตัวอยู่ภายใต้หิมะ
 ขอพรพระจิตเจ้า  คำภาวนาของนักบุญอัมโบรส “ข้าแต่พระตรีเอกานุภาพผู้ศักดิ์สิทธิ์   พระองค์แต่ผู้เดียวทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด ทรงปกครองจักรวาล โปรดค้ำจุนทุกคนที่หันหาพระองค์อาศัยความอ่อนโยนเยี่ยงมารดาของพระองค์เทอญ”

CONTEMPLATIO  (พระวาจาของพระเจ้ากลับเป็นจริง)
 “Dabar” พระเจ้าทรงเหลียวแลความว่างเปล่าของข้าพเจ้า และทรงกระทำกิจการอันยิ่งใหญ่ในตัวข้าพเจ้า
COMMUNICATIO (พระวาจาของพระเจ้านำทุกคนไปหาพระเจ้า)
 “การปฏิวัติพระวรสารเกิดขึ้นแล้ว สัมพันธภาพทุกชนิดเป็นสัมพันธภาพใหม่ ทั้งกับเพื่อนบ้านและกับพระเจ้า ผู้คนที่เคยเจริญชีวิตเหมือนคนแปลกหน้ากลับกลายเป็นสมาชิกของครอบครัวเดียวกัน คริสตชนที่มักไม่สนใจใยดีผู้อื่นกลับเป็นชุมชนคริสตชน พระวาจาที่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างรู้ตัวและจริงจัง ได้ผลิดอกออกมาในชุมชน บุคคลภายนอกรู้สึกทึ่ง เพราะแทนที่จะได้ยินพระวาจาจากพระวรสาร กลับเห็นชุมชนคริสตชนที่มีชีวิตชีวา ไม่มีใครปฏิบัติตามพระวาจาตามลำพัง แต่ประสบการณ์ และพระพรต่างๆ เป็นทรัพย์สมบัติของทุกคน สมาชิกของชุมชนนำสิ่งเหล่านี้ออกมาแบ่งปันซึ่งกันและกันเพื่อทำให้ความรักต่อกันทวีมากขึ้น  ดังนั้น ผู้ที่ได้ฟังประสบการณ์เหล่านี้ต่างได้รับประโยชน์เป็นอันมาก ผู้แบ่งปันเองก็รู้สึกว่าตนมั่งมีขึ้นด้วย การแบ่งปันช่วยเพิ่มประสบการณ์มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตภายในด้วย ปราศจากการแบ่งปัน จิตวิญญาณของแต่ละคนยิ่งทียิ่งจนลง” (เคียร่า ลูบิค)

มาระโก (ชื่อเต็มว่า ยอห์น มาระโก) เป็นผู้นิพนธ์พระวรสารองค์ที่สอง แต่ในความเป็นจริง ท่านเป็นคนแรกที่เขียนพระวรสาร เมื่อพระเยซูเจ้าเริ่มเทศน์สอน ตอนนั้นท่านยังเป็นเด็ก และคงติดตามพระองค์ไปในที่ต่างๆ เหมือนคนอื่น ท่านตามพระเยซูเจ้าไปในค่ำคืนที่พระองค์ไปสวดที่เกทเสมนี คงจะนอนหลับอยู่ใต้ผ้าห่มคลุมกายดังที่ชาวยิวสมัยนั้นมักทำกัน ท่านได้ยินเรื่องการจับกุมพระเยซูเจ้า อาจจะได้รับฟังมาจากพ่อแม่ หรืออาจจะเป็นเพราะท่านอาศัยอยู่ไม่ไกลจากสถานที่นัก ท่านวิ่งไปดู แต่ถูกจับ จึงสลัดผ้าป่านทิ้งและวิ่งหนีไปแต่ตัวเท่านั้น ท่านสามารถติดตามเหตุการณ์แต่ห่างๆ (มก 14:51-52) ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร พระเยซูเจ้าได้ครองใจเขาแล้ว แม่ของท่านมอบบ้านที่เยรูซาเล็มให้ชุมชนคริสตชนแรกได้ใช้ เมื่อท่านตัดสินใจร่วมผจญภัยกับเปาโลในงานธรรมทูต ตอนนั้นท่านยังเด็กเกินไป ท่านเดินทางไกลถึง Perge ในสมัยนั้น การเดินทางส่วนใหญ่เป็นการเดินเท้า ความเหน็ดเหนื่อยรวมทั้งอันตรายทั้งหลายมักทำให้เกิดความกลัว เปาโลจึงคิดส่งท่านกลับบ้าน ความทรงจำเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าและคำสอนคริสต-
ชนเป็นส่วนของบุคคลิกภาพและชีวิตของท่าน การเป็นธรรมทูตอยู่ในสายเลือดของท่านแล้ว เราพบท่านอีกในการเดินทางไปพร้อมกับบรรดาอัครธรรมทูต ท่านมักจะเดินทางไปกับนักบุญเปาโล แต่ท่านร่วมงานแพร่ธรรมกับเปโตรมากกว่า ท่านเทศน์สอนด้วยชีวิตการเป็นพยาน มาระโกสังเกตทุกคำพูดของพวกเขาและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ธรรมประเพณีสืบทอดต่อๆ กันมาว่า มาระโกเขียน “ด้วยความแม่นยำ” ผู้ฟังนักบุญเปโตรต้องการจดจำคำพูดของท่านไว้ มาระโกเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรื่องนี้ให้ บรรดาอัครธรรมทูตเทศน์สอนอาศัยการสอนคำสอนและแบบอย่าง มาระโกนำมาบันทึกไว้ ถึงตอนนั้น เปาโลเริ่มเขียนจดหมายของท่านบางฉบับแล้ว แต่บรรดาคริสตชนต้องการรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้ามากขึ้น ทั้งสิ่งที่พระองค์ตรัสและสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ถึงแม้จะมีการจัดอันดับพระวรสารของนักบุญมาระโกเป็นอันดับสองรองจากมัตธิว แต่ในความเป็นจริง พระวรสารของท่านถูกเขียนขึ้นก่อน มัตธิวยังต้องอาศัยข้อมูลบางส่วนจากมาระโกด้วยซ้ำ มาระโกเล่าเรื่องพระเยซูเจ้าตามลำดับเวลา ท่านมิใช่นักเขียนผู้เชี่ยวชาญ แต่ได้เล่าเรื่องกิจการของพระเยซูเจ้าอย่างมีสีสรร วิธีการเขียนของท่านเรียบง่าย แต่ดึงดูดใจ จึงเป็นการดีที่จะเริ่มอ่านพระวรสารของมาระโกก่อน

 


( 0 Votes )Lectio Divina เดือนกุมภาพันธ์ 2009
Tags: