เยี่ยงผู้รับใช้ของพระเจ้า
| เยี่ยงผู้รับใช้ของพระเจ้า | |
| Lectio(พระเจ้าตรัสอะไร) |
กันยายน 2008 |
|
1ถ้าท่านได้รับกำลังใจจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า ถ้าท่านได้รับกำลังใจจากความรัก ถ้าท่านเป็นหนึ่งเดียวกันในพระจิตเจ้า ถ้าท่านเห็นอกเห็นใจสงสารกัน 2ท่านจงทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างเต็มเปี่ยมโดยการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความรักแบบเดียวกัน มีความรู้สึกนึกคิดอย่างเดียวกัน 3อย่ากระทำการใดเพื่อชิงดีกันหรือเพื่อโอ้อวด แต่จงถ่อมตนคิดว่าผู้อื่นดีกว่าตน
4อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จงเห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้อื่นด้วย 5จงมีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับที่พระคริสตเยซู ทรงมีเถิด |
|
| 6แม้ว่าพระองค์ทรงมีธรรมชาติพระเจ้า พระองค์ก็มิได้ทรงถือว่าศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้น เป็นสมบัติที่จะต้องหวงแหน 7แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น ทรงรับสภาพดุจทาส เป็นมนุษย์ดุจเรา ทรงแสดงพระองค์ในธรรมชาติมนุษย์ 8ทรงถ่อมพระองค์จนถึงกับทรงยอมรับแม้ความตาย เป็นความ ตายบนไม้กางเขน 9เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงเทิดทูนพระองค์ขึ้นสูงส่ง และประทานพระนามให้แก่พระองค์ พระนามนี้ประเสริฐกว่านามอื่นใดทั้งสิ้น 10เพื่อทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดิน รวมทั้งใต้พื้นพิภพ จะย่อเข่าลงนมัสการพระนาม “เยซู” นี้ 11และเพื่อชนทุกภาษาจะได้ร้องประกาศว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์แด่พระเจ้า พระบิดา (ฟป. 2:1-11) |
||
แนะนำให้ประพฤติดี ท่านขอให้พวกเขามีความรักสามัคคีกัน หรืออาจเข้าใจว่าเป็นคำเตือนให้ทำการตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบ ดังอุปมาเรื่องบุตรสองคน ที่มัตธิวกล่าวถึงใน มธ 21:28-32 ก็ได้ วาจานี้เต็มด้วยพลังมหาศาล พร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ เป็นคำเชื้อเชิญให้มีความรู้สึกนึกคิดเดียวกันกับที่พระเยซูเจ้าทรงมี ซึ่งมิใช่เรื่องง่ายที่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องเอาจริงเอาจัง เพราะเป็นเรื่องของการติดตาม การเป็นศิษย์ และการเป็นผู้เลียนแบบพระเยซูเจ้า ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงต้องการมากกว่าอีก พระองค์ทรงเรียกเขาว่า “สหาย” ซึ่งเป็นการเผยให้เห็นความปรารถนาที่จะความสนิทชิดเชื้อกับมนุษย์อย่างไม่มีขอบเขต Anselm Grunn OSB กล่าวว่า “ชีวิตคริสตชนมิใช่ชีวิตติดตามองค์พระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่เป็นชีวิตในพระคริสตเจ้ามากกว่า เราไม่สามารถเข้าใจชีวิตของเราได้โดยปราศจากพระองค์ แสงสว่างของพระคริสตเจ้าช่วยให้ข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าเป็นใคร ข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์ ผู้ทรงเป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยิ่งกว่านั้นเปาโลเขียนว่า พระคริสตเจ้าทรงดำรงชีวิตในตัวท่าน ซึ่งมีความหมายมากกว่าชีวิตในพระคริสตเจ้า Schlier อธิบายความตอนนี้ว่า ‘ชีวิตของผู้ที่ได้รับศีลล้างบาป มิใช่ชีวิตที่ตัวเองกำหนดขึ้น จากธรรมชาติที่เคยเป็น แต่จากชีวิตใหม่ที่อยู่ในตัว คือ พระคริสตเจ้า พระองค์ทรงแทรกอยู่ในชีวิตความเป็นอยู่ของเรา และเราอยู่ในพระองค์...บรรดาคริสตชนยุคแรกเชื่อว่า ศีลล้างบาปเป็นประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงภายใน เป็นการจุ่มตัวในพระคริสตเจ้า ประสบการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมิติลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ หากคนหนึ่งพูดถึงตนเองได้ว่า ‘มิใช่ข้าพเจ้าที่เจริญชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นพระคริสตเจ้าที่เจริญชีวิตในข้าพเจ้า’ ก็แสดงว่าเขามีประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งจริงๆ” พระวาจาของพระเจ้าทรงขอให้มีความสุภาพและเจตนาบริสุทธิ์ เพราะพระองค์ประทานสิ่งยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระเจ้า แก่ผู้ที่ทำตนว่างเปล่า
พระเยซูเจ้าทรงเป็นแบบอย่างชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุด สุภาพ และ อุทิศเพื่อผู้อื่น
มิติที่ใกล้ตัวเราและเปราะบางที่สุด คือมิติด้านสังคม บาปคือการเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต้องขาดสะบั้น เมื่อพูดถึงคนอื่น เราอาจหมายถึงจำนวนคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป แต่ในความคิดของพระเจ้า ทุกคนรวมกันเป็นหนึ่ง เป็นกายเดียวกัน ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน
COMMUNICATIO (พระวาจาทำให้ทุกสิ่งงดงามขึ้นใหม่) xxxxx
โหราจารย์ผู้หนึ่ง พูดถึงท่านโซคราเตสว่า เป็นคนฉลาดที่สุดแห่งยุคของท่าน มีคนนำความนี้ไปบอกท่าน โซคราเตสตอบว่า “น่าจะบอกก่อน ตอนนี้สายไปเสียแล้ว จงไปบอกท่านโหราจารย์นั้นว่า ทุกวันนี้ ท่านโซคราเตสได้ค้นพบความโง่เขลาของตนแล้ว หากเป็นสมัยก่อน คำของโหราจารย์คงทำให้ข้าพเจ้าตื่นเต้น เพราะข้าพเจ้ามีความคิดว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่ยิ่งข้าพเจ้าเติบโตขึ้นในความรู้ ข้าพเจ้ายิ่งตระหนักถึงความโง่เขลาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้ว่า ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย” |
( 0 Votes )













