อารยธรรมแห่งรัก
“ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่า ท่านเป็นศิษย์ของเรา”
(ยน 13:35)
พระเจ้าจะทรงเป็นความสุขสมบูรณ์ เป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน
บัญญัติใหม่คือประจักษ์พยานของพระเยซูเจ้า เป็นคำปราศรัยอำลาที่ยอดเยี่ยมของพระองค์
Hans Urs von Balthasar มีความเห็นว่า “พระวรสารมองเลยไปถึงสภาพของพระศาสนจักรหลังการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นเวลาที่พระองค์จะประทับอยู่อย่างไม่ปรากฏแก่สายตาอีก แต่ก็ได้ประทานแนวทางการเจริญชีวิต เพื่อพระองค์สามารถประทับอยู่ใกล้ชิดบรรดาศิษย์ แม้พวกเขาจะมองพระองค์ไม่เห็นก็ตาม เป็นการประทับอยู่ที่มีชีวิตและมีประสิทธิผล” การประทับอยู่ของพระตรีเอกภาพ สร้างเอกภาพขึ้นมาในมนุษย์ และได้รับการยืนยันจากการที่พระวจนาตถ์เสด็จมารับธรรมชาติมนุษย์
นักบุญยอห์นกล่าวถึงปัสกาว่า พระคริสตเจ้าได้“รวบรวมบรรดาบุตรของพระเจ้าที่กระจัดกระจายอยู่ให้กลับเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน 11:52)
นักบุญออกัสตินอธิบาย“ประโยคที่ว่า‘เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และเจ้าจะเป็นประชากรของเรา’ (ลนต 26:12) ว่ามีความหมายอะไร หากมิใช่ ‘เราจะเป็นผู้ทำให้เขาอิ่มหนำ? ซึ่งนักบุญเปาโลอธิบายไว้อย่างถูกต้องว่า ‘เพื่อพระเจ้าจะเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน”
“นครศักดิ์สิทธิ์ที่ลงมาจากสวรรค์ (วว 21:2) มิใช่อะไรอื่น หากแต่เป็นการทำให้การอยู่ร่วมกันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ตั้งแต่นิรันดร์กาล ปรากฏแก่สายตา ‘นี่คือที่ประทับของพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์’ มนุษย์ไม่สามารถทำให้การอยู่ร่วมกันนี้เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของตนเอง เขาไม่สามารถสร้างสวรรค์ขึ้นมาบนแผ่นดินได้ ความรักที่ยอมสละแม้ตนเอง เป็นของประทานจากพระเจ้าแก่เราฉันใด ความรักที่ประจักษ์แก่สายตา ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระเจ้ากับมนุษย์อยู่ด้วยกันในความรักนั้น เหมือนกับที่ธรรมชาติพระเจ้ากับธรรมชาติมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกันในองค์พระคริสตเจ้า ดังที่พระองค์ทรงแสดงความรักของพระองค์ให้เราเห็น พระองค์ตรัสว่า“นี่คือบทบัญญัติของเรา ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน”(ยน 15:12) (H.U.von Balthasar)
*คริสตชนในโลกเป็นที่รู้จักในฐานะศิษย์ของพระคริสตเจ้า
บนเวทีโลกทุกวันนี้ พระศาสนจักรมิได้ปรากฏเป็นพระศาสนจักรที่มีชีวิตชีวาและสดชื่น ยกเว้นบนพื้นที่ไม่กี่แห่ง ที่คริสตชนเป็นชนกลุ่มใหญ่และยังคงปฏิบัติศาสนาด้วยความศรัทธาร้อนรน โลกทุกวันนี้เป็นโลกที่ผู้คนเผชิญชีวิตในแต่ละวันโดยอ้างอิงพระเจ้าน้อยมาก ความเฉยเมยและลัทธิทำตามอำเภอใจ เป็นสิ่งคุกคามสังคมในปัจจุบันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในสมัยหนึ่ง เมื่อคนหนึ่งพูดว่า “ฉันเป็นคริสต์” ก็จะมีคนเห็นด้วยหรือมิฉะนั้นก็ต่อต้าน แต่ทุกวันนี้คนกลับเฉย ไม่สนใจ ชีวิตคริสตชนเป็นชีวิตที่ต้องเลือกเสมอ คนรอบข้างสามารถรับรู้ได้ แต่ทุกวันนี้ การเป็นคริสตชนมิได้ก่อให้เกิดความสนใจหรือการต่อต้านแต่ประการใด เคยมีการแบ่งค่ายเป็นพวกเทวนิยมกับอเทวนิยม แต่ในปัจจุบัน ไม่มีใครสนใจ การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้ายังคงเป็นแสงสว่างของโลกและความหวังของมนุษย์ทุกคน
*การหลอมชีวิตเข้าด้วยกัน
“ถ้าความรักสามารถขจัดความกลัวและเปลี่ยนความกลัวเป็นความรักได้จริง เราก็จะพบว่าความรักนั่นแหละคือสิ่งที่ช่วยให้รอดพ้นได้ อันที่จริง ความรอดพ้นอยู่ในการที่แต่ละคนรู้สึกว่า ตนถูกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักของพระเจ้าองค์ความดีที่แท้จริงเท่านั้น...พระคริสตเจ้าทรงเตือนศิษย์ของพระองค์ให้เป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ เมื่อต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ไตร่ตรองดูก่อนว่าสิ่งใดดีควรกระทำ ให้มีความเป็นจิตหนึ่งใจเดียวกัน และถือความสมัครสมานสามัคคีเป็นคุณค่าและความดีหนึ่งเดียวที่ต้องรักษาไว้ ให้ผูกมัดตนไว้ด้วยสายสัมพันธ์แห่งเอกภาพของพระจิตเจ้า สายใยแห่งสันติ และความเป็นจิตหนึ่งใจเดียวกัน ที่นำสู่กระแสเรียกเดียวกัน โดยมีความหวังเดียวกันเป็นแรงบันดาลใจ” (น. เกรโกรีแห่งนิสซา)
Meditatio (พระวาจาตรัสกับฉันวันนี้)
องค์สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิ๊กต์ที่ 16 ทรงประทานสารแก่บรรดาเยาวชนในวันเยาวชนโลก (เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2007) ความว่า “เยาวชนที่รัก พ่อขอแนะนำ 3 พื้นที่ในชีวิตประจำวัน ที่ลูกสามารถแสดงความรักของพระเจ้าออกมาให้เห็นได้” คือ
o พระศาสนจักร ซึ่งเป็นครอบครัวทางด้านจิตวิญญาณของเรา สมาชิก ของครอบครัวนี้คือศิษย์ของพระคริสตเจ้า ลูกจงนำความกระตือรือร้นมาสู่พระศาสนจักร ทั้งในกิจกรรมต่างๆ ของวัด ของชุมชน และกลุ่มต่างๆ
o กระแสเรียกที่แต่ละคนได้รับ ไม่ว่าในชีวิตสมรส หรือชีวิตการเจิมถวาย ตัว ขอให้ความรักแท้ทำให้ลูกตอบ “ครับ” “ค่ะ” ต่อพระองค์
o สัมพันธภาพที่ลูกมีในแต่ละวัน ในครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน การ พักผ่อนหย่อนใจ ขอให้มีชีวิตชีวา มั่นคง และอุทิศตนด้วยความรัก นี่คือวิธีสร้างอารยธรรมแห่งรัก คำว่า “ดิฉันกระหาย” ของคุณแม่เทเรซา ผนวกกับความกล้าหาญที่จะรัก เป็นเคล็ดลับของชีวิตซึ่งทำให้โลกตะลึง
o มาตรฐานนั้นสูงลิ่ว ต้องรัก“ดังที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” ฉันจะจ้องมอง และเลียนแบบพระองค์ตลอดไป “ดังที่เรารักท่าน” เป็นวิธีสร้างสังคมที่คำนึงถึงความดีของผู้อื่นเป็นอันดับแรก ฉันให้ความสนใจกับ “คนเลว” “คนที่อยู่ห่างไกล” ทุกคน ฉันต้องอบรมตนเองให้สามารถเจริญชีวิตเข้ากับผู้อื่น และเพื่อนพี่น้องของฉันให้ได้
o ความรักทำให้เราลำบาก “ขนมปังที่ท่านซื้อมา เป็นของผู้หิวโหย เสื้อ ผ้าที่อยู่ในตู้ เป็นของผู้เปลือยเปล่า รองเท้าที่สึกหรอและวางอยู่บนชั้นวางรองเท้าเป็นของผู้ที่ไม่มีรองเท้าสวมใส่ เงินที่ท่านซุกซ่อนไว้ เป็นของคนจน” (น.บาซีลีโอ)
Oratio (พระวาจาทำให้ฉันภาวนา)
ขอขมาผู้ที่ไม่รักเป็น “คนตาบอด” (1 ยน 2:9.11) เป็น “คนพูดเท็จ” (1 ยน 4:20) เป็น “ฆาตรกร” (1 ยน 3:15) เป็น “คนไม่เชื่อในพระเจ้า” (มธ 25:40) “เราด้วย ต้องมอบชีวิตของเราให้กับพี่น้อง”
ขอบคุณ
“พระบุตรของพระเจ้าทรงปรากฏ เพื่อทำลายงานของปีศาจ เราจำแนกบุตรของพระเจ้าจากบุตรของปิศาจได้โดยวิธีนี้ คือทุกคนที่ไม่ประพฤติชอบ และไม่รักพี่น้องของตน ก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า” (1 ยน 3:8.10)
ขอพรพระจิตเจ้า
“ท่านทั้งหลายได้รับการเจิมจากองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ และทุกคนต่างได้รับความรู้ ....การได้รับเจิมจากพระองค์ยังคงอยู่ในท่าน และไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสอนท่านอีก เพราะการเจิมของพระองค์นั้นสอนทุกสิ่งให้ท่าน” (1 ยน 2:20.26)
Contemplatio (พระวาจาของพระเจ้ากลับเป็นความจริง)
ฉันอยู่ใกล้ตู้ศีล พระเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้ฉัน
ฉันรักได้ด้วยดวงหทัยของพระเยซูคริสตเจ้า
Communicatio (พระวาจาทำให้ทุกคนรักเหมือนที่พระเยซูทรงรัก)
ความรักถูกเสาะหา ร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย เกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพของบรรดาศิษย์ ในหมู่คณะที่พวกเขาสังกัดแต่ละคนพึงรักและเลี้ยงดูพี่น้อง ดังเช่นมารดารักและเลี้ยงดูบุตรของตน (พระวินัยของนักบุญฟรังซิส)
เรื่องประทับใจเกี่ยวกับสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอล ที่ 2
เมื่อปลายปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นปีปีติมหาการุญ ในวันนั้น องค์สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเชิญพระสังฆราชบางองค์มาร่วมเสวยพระกระยาหารกลางวัน และร่วมร่างเอกสารสำคัญ
พระสังฆราชองค์หนึ่งมาช้า อันที่จริงท่านออกจากที่พักตรงเวลา แต่ในขณะที่ท่านเดินเข้าไปในราชวังวาติกัน เหตุการณ์ที่ไม่นึกฝันก็ได้บังเกิดขึ้นท่านพบชายผู้หนึ่ง แต่งตัวมอซอ นั่งขอทานอยู่ข้างเสาหินต้นหนึ่งในบรรดาเสาหินที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างลานพระวิหารนักบุญเปโตร ท่านสังฆราชควักเงินออกมาส่งให้ขอทานผู้นั้น แต่เมื่อมองหน้าชายผู้นั้นอย่างพิเคราะห์ ท่านจำได้ เขาเป็นเพื่อนสมัยอยู่บ้านเณรด้วยกัน และบวชเป็นพระสงฆ์วันเดียวกันด้วย ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความปิติ
ท่านสังฆราชบอกเพื่อนของท่านว่า “ขอโทษนะ ผมต้องรีบไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ผมช้าไปแล้ว แต่เพื่อนอย่าไปไหน โปรดรอผมอยู่ที่นี่ เมื่อเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเสร็จแล้วจะรีบกลับมา”
ท่านสังฆราชรีบวิ่งขึ้นบันไดอันสูงชันของราชวังไปบนชั้นสาม ทุกคนอยู่พร้อมกันที่โต๊ะอาหารกำลังรอท่านองค์เดียว องค์สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสสัพยอกท่านที่มาช้า ท่านสังฆราชจึงเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตนให้สมเด็จพระสันตะปาปาได้รับทราบ
“พระคุณเจ้าปล่อยเขาไว้ตามลำพังหรือ?” สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสถาม
“ครับผม เมื่อเสร็จภารกิจกับพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าจะไปพบเขา” พระสังฆราชตอบ
“ขอพระคุณเจ้าลงไปพาเขาขึ้นมาทานข้าวกับเรา” องค์สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสสั่ง
ท่านสังฆราชรีบวิ่งลงบันได ไปที่เสาหิน แล้วพาเพื่อนขึ้นมาข้างบน ทั้งสองนั่งใกล้กันที่โต๊ะเสวย (พระสังฆราชเล่าเรื่องนี้ให้คนสนิทฟังไม่กี่คน พร้อมกล่าวเสริมว่า “พระสงฆ์ขอทานองค์นั้น ได้กลับมาเดินบนเส้นทางที่เขาทิ้งไปอีกครั้ง”)”
------------------------------------
( 1 Vote )













