พระเจ้าทรงเดินกับเรา
|
|
Lectio(พระเจ้าตรัสอะไร) เมษายน 2008
"จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำและวันก็ล่วงไปมากแล้ว" (ลก 24:29) * ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติช่วงหลังปัสกา เรื่องราวของศิษย์สองคนที่เดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส เป็นเรื่องราวของพระเจ้าที่เสด็จมาร่วมเดินทางกับมนุษย์ การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า เกิดขึ้นอย่างเงียบๆปราศจากเสียงอึกทึก จิตใจของบรรดาศิษย์ แทนที่จะมีความปิติยินดี กลับมีแต่ความเศร้าโศก ท้อแท้และสิ้นหวัง พระเยซูเจ้าถึงกับตำหนิพวกเขาว่า"เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของเจ้าช่างเชื่องช้าที่จะเชื่อ"(ลก 24:25) อันที่จริง พระเยซูเจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ขณะเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม แต่บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจ (อ้าง ลก 9:45) ตาเพิ่งสว่างตอนนั่งโต๊ะพร้อมกับพระองค์ (ลก 24:30-31) การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าต้องเป็นเหตุแห่งความปิติยินดี มิใช่ความเศร้า เพราะทำให้เรามองเห็นชีวิตกว้างกว่าที่ปรากฏ ชีวิตที่ต้องมีพระเจ้าร่วมเดินทางด้วย คำว่า"ใกล้ค่ำ"ชวนให้คิดถึงการสิ้นสุดของการเดินทาง และความตาย Georges Bernanos กล่าวว่า "ไม่มีอาณาจักรของผู้เป็นและอาณาจักรของผู้ตาย มีเพียงอาณาจักรเดียวที่เป็นของพระเจ้าเท่านั้น เราทุกคนไม่ว่าเป็นหรือตายล้วนอยู่ในอาณาจักรนี้" เคียร่า ลูบิค กล่าวว่า "ไม่มีเบื้องบนหรือเบื้องล่าง ชีวิตนิรันดรได้เริ่มขึ้นแล้ว และเราก็อยู่ในกระแสนี้ ให้เรารับรู้ว่า เราได้มีส่วนร่วมในชีวิตแห่งสวรรค์" * ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อ บนเส้นทางสู่เอมมาอูส พระเยซูเจ้าทรงประทานแบบอย่างดีเลิศของการสอนคำสอน พระองค์ทรงเผยให้ทราบว่า หากต้องการพบกับพระคริสตเจ้าผู้มีชีวิต ต้องพบในพระวาจา (การหักปัง กับ การแสดงความเชื่อ เป็นขั้นตอนต่อจากการฟังพระวาจาของพระเจ้า) เนื้อหาที่บรรจุอยู่ในหนังสือพระคัมภีร์ คือ องค์พระเยซูเจ้าเอง พระองค์ทรงเชิญศิษย์ให้ย้อนกลับไปไตร่ตรองพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ทรงชี้ให้เห็นว่า ทุกสิ่งที่มีบันทึกไว้ในนั้น กล่าวถึงชีวิตและพันธกิจของพระองค์ทั้งสิ้น พระวาจาอธิบายพระวาจา ดังที่ลูกาเขียนไว้ว่า "แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้เขาฟัง" (ข้อ 27) "แล้วทรงทำให้เขาเกิดปัญญาเข้าใจพระคัมภีร์"(ข้อ45) ชุมชนคริสตชนมีพระวาจาเป็นพื้นฐาน พระวาจาจะทำให้สมาชิก"ตาสว่าง"(ข้อ 31) ทำให้จิตใจเร่าร้อนเหมือนมี "ไฟอยู่ภายใน"(ข้อ 32) * พิธีบิขนมปัง ศีลมหาสนิท ซึ่งคริสตชนยุคแรกเรียก"พิธีบิขนมปัง" เป็นกิจกรรมที่พวกเขากระทำกันเป็นประจำ ณ ที่นั้น มีการฟังพระวาจา อธิษฐานภาวนาและสรรเสริญพระเจ้า(อ้าง กจ 2:42.46;20:7.11;27:35;1คร10:16) เมื่อบรรดาศิษย์รับ"พระกายของพระคริสตเจ้า" พระองค์ก็หายไปจากสายตา ทรงเข้าไปประทับอยู่ในตัวของผู้รับ ศีลมหาสนิทเป็น"อาหาร"ของผู้เดินทาง พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่จริงท่ามกลางพวกเขา บรรดาคริสตชนนั้นแหละที่กลับเป็น "พระกายของพระคริสตเจ้า" คริสตชนมองชีวิตเป็นปัสกาที่ปราศจากเสียงอึกทึก เป็นความสว่าง และเป็นรูปธรรม นักบุญยอห์นพูดถูก เมื่อกล่าวว่า"ผู้ที่กินปังนี้แล้วจะไม่ตาย...แต่จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป"(ยน6:50.51) พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนชีพ ทรงมีชัยเหนือบาปและความตาย ผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดพ้น สามารถเผชิญความตายได้โดยปราศจากความวิตกกังวล เขามิได้เป็นบุตรของความไม่นบนอบอีกต่อไป "พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงสำแดงความรักยิ่งใหญ่ต่อเรา เมื่อเราตายไปแล้วเพราะการล่วงละเมิด พระองค์ก็ทรงบันดาลให้เรากลับมีชีวิตกับพระคริสตเจ้า ท่านได้รับความรอดพ้นก็เพราะพระหรรษทาน พระเจ้าโปรดให้เรากลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเยซู โปรดให้เรามีที่นั่งในสวรรค์พร้อมกับพระคริสตเจ้า" (อฟ 2:4-6) นักบุญอัมโบรสกล่าวว่า "จงสอนผู้ที่มีชีวิตอยู่ ให้ปรารถนาความตายเช่นนี้ เพื่อว่า ความตายของพระคริสตเจ้าจะได้เปล่งแสงเจิดจ้าในร่างกายของเรา เป็นความตายที่เป็นสุข ที่ทำให้ร่างกายซึ่งเป็นบ้านของเราบนแผ่นดินนี้พุพัง และเปิดที่พำนักในสวรรค์แก่เรา" คำรบเร้าของบรรดาศิษย์ที่ว่า"จงพักอยู่กับพวกเราเถิด" ชวนให้คิดถึงคำรบเร้าของพระเยซูเจ้าที่ยอห์นเล่าในเรื่องเปรียบเทียบเรื่องเถาองุ่นแท้ว่า "ท่านทั้งหลายจงดำรงอยู่ในความรักของเราเถิด" (อ้าง ยน 15:4.5.6.7.9.10) เป็นคำเชื้อเชิญที่พระองค์ตรัสถึง 10 ครั้ง MEDITATIO (พระวาจาตรัสกับฉันวันนี้) · พระเยซูเจ้ายังทรงประจักษ์อยู่อย่างต่อเนื่อง เราสามารถพบ พระองค์ได้ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ ซึ่งมีการอ่านและอธิบายพระวาจา พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่กับเราเสมอ การรับเอาธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์ เสริมสร้างชีวิตของข้าพเจ้าขึ้นมา · "จงพักอยู่กับพวกเราเถิด" เป็นคำเชื้อเชิญที่บ่งบอกถึงความ ต้องการที่จะมีความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เป็นความปรารถนาอันเร่าร้อนที่รอต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะอาจจะถูกโลกวัตถุดับไฟปรารถนานี้ให้มอดลงไปได้ · ข้าพเจ้าต้องให้คำตอบโดยไม่ชักช้า สำหรับผู้ที่ได้เห็นพระเยซู เจ้าไม่มีคำว่าเหนื่อย คำว่า "ใกล้ค่ำ"มีความหมายอะไรสำหรับฉัน? หมายถึง "ใกล้ ค่ำ"ของวัน และ "ใกล้ค่ำ"ของชีวิตที่ข้าพเจ้าจะต้องถูกพิพากษาด้วยเรื่องของความรักหรือ? ชีวิตบนโลกนี้กับชีวิตบนโลกหน้าเป็นชีวิตเดียวกัน วันนี้กับวัน พรุ่งนี้เกี่ยวข้องกัน ขีดจำกัดและความเหนื่อยยากสัมพันธ์กับพระสิริรุ่งโรจน์ · ข้าพเจ้าพูดถึงความตาย และ ปัสกาด้วยความสบายใจ เพราะ ข้าพเจ้ามองเหตุการณ์จากมุมมองใหม่ Theillard de Chardin มั่นใจว่า ท่านจะต้องตายในวันปัสกา และ ท่านก็ได้สิ้นใจในวันนั้นจริง คือ เช้าตรู่ของวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1954 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ปัสกา ORATIO (พระวาจาทำให้ฉันภาวนา) ขอโทษ "คนโง่คิดในใจว่า ‘ไม่มีพระเจ้า'"(สดด 14:1) แต่พระองค์ทรงทำงานตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ (อ้างอสย5:19) บรรดาศิษย์ "ไม่เชื่อในพระองค์" (มก 16:11.13) "พระเยซูเจ้าทรงตำหนิพวกเขาที่ไม่ยอมเชื่อและมีใจแข็งกระด้าง เพราะไม่ยอมเชื่อผู้ที่เห็นพระองค์เมื่อทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว" (มก 16:14) ขอบคุณ "จิตใจเร่าร้อน.....และจำพระองค์ได้" ขอพรพระจิตเจ้า "มนุษย์ที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ รับสิ่งที่เป็นของพระจิตของพระเจ้าในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องโง่เขลาสำหรับเขา เขาไม่อาจเข้าใจได้ เพราะต้องใช้จิตพิจารณา โดยพระจิตเจ้าเท่านั้น"(1คร2:14) CONTEMPLATIO (พระวาจาของพระเจ้าสำเร็จไป) "พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดรแก่เรา และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตรของพระองค์" (1ยน5:11) COMMUNICATIO (พระวาจากลับเป็นชีวิตที่เรานำไปแบ่งปันให้เพื่อนพี่น้อง) ศิษย์ทั้งสองรีบออกเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น.....และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปัง ข่าวการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าต้องกระจายไปทั่วโลกเพราะ ปัสกาเกี่ยวข้องกับคนทั้งโลก พระเยซูเจ้าทั้งครบ
ที่เมือง Caltagirone มีวัดแห่งหนึ่งชื่อวัดนักบุญอันนา ในปีค.ศ. 1995 วัดนี้ถูกไฟไหม้เสียหายมาก แขนของรูปพระเยซูเจ้าทั้งสองข้างถูกไฟไหม้เป็นเถ้าถ่าน ศิลปินพยายามทำขึ้นใหม่ ซึ่งสวยงามกว่าเก่ามาก แต่ชาววัดนักบุญอันนาตัดสินใจพร้อมกับคุณพ่อ Francesco Sinatra เจ้าอาวาสว่า จะไม่นำแขนคู่ใหม่ติดเข้ากับพระรูป แต่จะปล่อยพระรูปให้อยู่ในสภาพไร้แขนต่อไป มีข้อความเขียนไว้ใกล้พระรูปว่า "ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงกลับคืนชีพแล้วในตัวเรา เราคือแขนของพระองค์" ชีวิตของผู้กลับคืนชีพ
มนุษยชาติกำลังประสบกับปัญหาน่าเศร้า หนึ่งในสามของประชากรโลกมีอาหารไม่พอรับประทาน สองในสามส่วนยังไม่รู้ว่า พระเยซูเจ้ากลับคืนชีพ แม้ในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ นับถือศาสนาคริสต์ ยังปรากฏว่า มีความแตกต่างมากระหว่างพระวรสารกับชีวิตสังคม นักบุญเปาโลเขียนถึงชาวโรมว่า "เราถูกฝังไว้ในความตายพร้อมกับพระองค์ อาศัยศีลล้างบาป เพื่อว่าพระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เดชะพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาฉันใด เราก็จะดำเนินชีวิตแบบใหม่ด้วยฉันนั้น"(รม6:4) พลังชีวิตนี้สามารถแก้ปัญหายุ่งยากได้ทุกอย่าง Ignazio Silone กล่าวถึงสาเหตุของการที่ท่านไม่มีความเชื่อว่า "ข้าพเจ้าเบื่อที่จะอยู่กับบรรดาคริสตชนที่พูดว่า ตนรอคอยพระเยซูเจ้าและการกลับคืนชีพของพระองค์ แต่ใบหน้าของเขาเป็น เหมือนใบหน้าของคนรอรถบัส ที่เฉยเมยมาก" Federico Nietzsche ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้ากล่าวว่า"ข้าพเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าของท่าน ถ้าใบหน้าของพวกท่านฉายความปิติยินดีเยี่ยงใบหน้าของผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดพ้นออกมา------------------------------------ |
( 0 Votes )














