พบพระเจ้าในหมู่คณะ
Lectio(พระเจ้าตรัสอะไร)
"อย่าสงสัยอีกต่อไป แต่จงเชื่อเถิด"
(ยน 20:27)
* ให้รู้จักมอง
ขณะที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันอยู่ในห้องชั้นบน พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามายืนตรงกลาง ทุกคนรู้สึก "ยินดีที่ได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า" อีก(ข้อ 20) เวลานั้นอัครธรรมทูตโทมัสไม่อยู่ เมื่อกลับมา เพื่อนศิษย์จึงเล่าให้ฟังว่า "พวกเราเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว" (ข้อ 25)
บรรดาศิษย์เคยอยู่กับพระองค์เป็นเวลาสามปี ได้เห็น สนทนา และสัมผัสพระองค์ บัดนี้ต้องเรียนรู้วิธีมองพระองค์แบบใหม่ มิใช่ด้วยสายตาแห่งกาย แต่ด้วยสายตาแห่งความเชื่อ พวกเขาเคยเห็นพระเจ้าในรูปมนุษย์ บัดนี้เขาต้องมองพระเจ้า ในมนุษย์ผู้กลับคืนชีพและเชื่อ
โทมัสต้องละจากความไม่เชื่อของตน ตามคำประกาศต่อหน้าเพื่อนๆ ของท่านว่า "ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเป็นอันขาด" (ข้อ 25) ไปรับความเชื่อด้วยการประกาศว่า"องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า" (ข้อ 28)
พระเยซูเจ้าทรงเป็นอาจารย์แท้ พระองค์ทรงสอนคริสตชนทุกยุคทุกสมัยให้เชื่อ"เมื่อมีความเชื่อนี้แล้ว...ก็จะมีชีวิต" (ข้อ 31)
* พระวาจาทำให้เห็น และ ทำให้เชื่อ
จุดเริ่มต้นอยู่ที่พระวาจาเสมอ นักบุญเปาโลยืนยันว่า "ความเชื่อมาจากการฟัง สิ่งที่ได้ฟังก็มาจากพระวาจาของพระคริสตเจ้า" (รม 10:17)
นักบุญออกัสตินเขียนไว้ในหนังสืออธิบายเพลงสดุดีว่า "พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงส่งจดหมายถึงเราทางพระคัมภีร์ เพื่อจุดไฟปรารถนาในใจเราให้เกิดความอยากกลับบ้าน" (S.Agostino, Commento ai salmi)
เมื่ออ่านพระวาจา เราพบกับพระบิดาเจ้า "พระศาสนจักรให้ข้อคิดว่า การอ่านพระคัมภีร์ เป็นการพบกับพระเจ้าอย่างแท้จริงในความเชื่อและความรัก.....เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ เรามิเพียงแต่อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเหมือนหนังสืออื่น แต่เราพบกับพระบิดาเจ้าสวรรค์ ซึ่งตรัสกับเราโดยทางพระคริสตเจ้า ในองค์พระจิตเจ้า เราจึงฟังองค์พระตรีเอกภาพเองที่ตรัสกับเรา" (CEI, La Bibbia nella vita della Chiesa).
* "การเจริญชีวิตความเชื่ออย่างถูกต้อง"
"ทุกคนที่เชื่อว่า พระเยซูเป็นพระคริสตเจ้า ย่อมบังเกิดจากพระเจ้า" (1 ยน 5:1)
"การบังเกิดของพระเยซูคริสตเจ้า เป็นต้นกำเนิดของประชาคริสตชน การบังเกิดของศีรษะย่อมเป็นการบังเกิดของร่างกายด้วย....มนุษย์ทุกคนผู้มีความเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อได้เกิดใหม่ในพระคริสตเจ้าแล้วย่อมได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาปกำเนิด การเกิดใหม่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ใหม่ แต่นี้ต่อไปเขามิใช่เชื้อสายทางเนื้อหนังอีกต่อไป แต่เป็นเชื้อสายขององค์พระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งเกิดเป็นบุตรแห่งมนุษย์ เพื่อให้เราได้กลับเป็นบุตรของพระเจ้า" (น.เลโอผู้ยิ่งใหญ่)
"จงเป็นไปตามที่ท่านเชื่อเถิด" (มธ 9:29) ชีวิตตามความเชื่อเป็นชีวิตแท้ เป็นแสงสว่าง ความยินดี สวรรค์ ความหวัง นี่คือคุณสมบัติของมนุษย์ "ใหม่"
ความเชื่ออยู่ในสติปัญญา และน้ำใจของมนุษย์ ทำให้เขามีชีวิตสมบูรณ์
M E D I T A T I O (พระวาจาตรัสกับฉันวันนี้)
* เราทราบว่า "เราผ่านจากความตายเข้าสู่ชีวิต" (ยน 5:24) เรามีส่วนในชีวิตของพระองค์ (อ้างยน5:24-26;อฟ2;5-6;รม8:22//) การเปลี่ยนแปลงมิใช่เรื่องง่าย ไม่ขึ้นกับอารมณ์ หรือ กิจวัตรประจำวัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องฟื้นฟูตนเองอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตที่ร่าเริงยินดีเป็นการแจ้งข่าวดีถึงการกลับคืนชีพ อีกทั้งยังเป็นการประกาศให้ทราบด้วยว่า บัดนี้ มนุษย์เก่าถูกเปลี่ยนเป็นมนุษย์ใหม่แล้ว
* ความเป็นคริสตชนของฉัน ต้องปรากฏออกมาในชีวิตส่วนตัว และในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความเชื่อเป็นแสงสว่างนำทางและให้ความหมายแก่ชีวิต ความเชื่อนี้เริ่มจากภายในและปรากฏออกมาภายนอก ในพฤติกรรมตามความเชื่อนั้น
* โทมัสมิได้อยู่กับอัครสาวกคนอื่นๆ "ตราบใดที่ยังสงสัยและไม่ยอมรับ เขาก็มิอาจเข้าถึงความเชื่อได้ เข้าต้องก้มกราบและสารภาพว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า'(H.U.von Balthasar) เขาจึงเข้าถึงความเชื่อ
ยังมีอีกมิติหนึ่ง คือ ความเป็นพระศาสนจักร มาร์ตินบูเบอร์กล่าวไว้ว่า "เมื่อข้าพเจ้ามองดูโลก ข้าพเจ้าสังเกตว่า มนุษยชาติกำลังรอคอยเหตุการณ์สำคัญ มีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ทุกคนรู้สึกเช่นนั้น แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร จะเกิดเวลาไหน และมีเงื่อนไขใดบ้าง รู้แต่เพียงว่า สิ่งนี้ต้องเกิด และจะเกิดในหมู่คณะ"(มาร์ติน บูเบอร์)
ความเชื่อช่วยพัฒนามนุษย์ทั้งครบ ที่รวมตัวอยู่กันเป็นหมู่คณะ ในเอกภาพของพระกายของพระคริสตเจ้า
O R A T I O (พระวาจาทำให้ฉันภาวนา)
ขอโทษ "โทมัส...เป็นคนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกสิบสองคน ที่ไม่ได้อยู่กับอัครสาวกคนอื่นๆ"(ข้อ24) กาอินก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่เป็นต้นแบบของมนุษย์ที่ปฏิเสธการอยู่ร่วมกับพี่น้อง เขาจึงไม่สามารถมีความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ "อย่าสงสัยอีกต่อไป แต่จงเชื่อเถิด"
ขอบคุณ "แม้ว่ากายข้าพเจ้าอยู่ห่างไกลจากท่าน แต่ใจนั้นอยู่ใกล้ท่าน ข้าพเจ้าดีใจที่เห็นว่าท่านทั้งหลายประพฤติเรียบร้อย และยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อต่อองค์พระคริสตเจ้า จงดำเนินชีวิตตามความเชื่อแท้จริงในพระคริสตเจ้า ไม่ใช่ตามคำสอนที่ไม่ถูกต้อง เมื่อท่านได้รับองค์พระเยซูคริสตเจ้าแล้ว จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์ และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง ดังที่ท่านได้รับคำสอนมา จงเต็มเปี่ยมไปด้วยการขอบพระคุณพระเจ้า" (คส 2:5-7)
ขอพรพระจิตเจ้า "พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลาย ตรัสว่า ‘จงรับพระจิตเจ้าเถิด' (ยน 20:22) พระบิดาเจ้าข้า เดชะพระนามพระเยซู โปรดประทานพระจิตของพระองค์ลงมายังลูกเทอญ
C O N T E M P L A T I O ( พระวาจากลับเป็นจริง)
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายเฝ้ามองความมหัศจรรย์แห่งความรักของพระองค์ ความปิติสุขเกิดจากความเชื่อ โดยตามิได้เห็น ปากมิได้ไต่ถาม หรือโต้เถียง
เมื่อนักบุญโทมัสได้พบกับองค์พระเยซูเจ้า ท่านลืมคำประกาศที่ให้ไว้กับเพื่อนศิษย์ ได้แต่ร้องออกมาด้วยความเชื่อว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า" (ยน 20:28)
"พระเท็จเทียมถูกนำมาบรรทุกบนหลังสัตว์ที่เหน็ดเหนื่อย มันทรุดลงและมันเลื่อนลงด้วยกัน มันช่วยป้องกันภาระนั้นไม่ได้ ....เราอุ้มเจ้ามาตั้งแต่เกิด ชูมาตั้งแต่ในครรภ์ .....จงจำสิ่งที่ล่วงแล้วในสมัยก่อนไว้ เพราะเราเป็นพระเจ้า และไม่มีอื่นใดอีก .....เราแจ้งถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทำเลยให้ทราบตั้งแต่โบราณ....แผนงานของเราจะยั่งยืน และเราจะกระทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทั้งสิ้น.....เจ้าผู้จิตใจดื้อดึง เจ้าผู้ห่างไกลจากการช่วยกู้ จงฟังเราซิ เราจะนำการช่วยกู้ของเรามาใกล้ มันไม่ไกลเลย และความรอดของเราจะไม่รอช้า"(อสย 46:1-13)
"พระองค์ทรงเป็นอย่างไร เราในโลกนี้ย่อมเป็นอย่างนั้นด้วย" (1 ยน 4:17)
C O M M U N I C A T I O (พระวาจาทำให้จำพระเยซูเจ้าได้)
เนื่องจากโทมัสอยู่นอกหมู่คณะ ท่านจึงไม่เห็นพระเยซูเจ้า เมื่อกลับมาอยู่กับพี่น้อง ท่านจึงได้พบกับพระองค์ พวกเขา"ดำเนินชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน" (กจ 4:32)
"มนุษยชาติกำลังรอคอยเหตุการณ์สำคัญ มีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ทุกคนรู้สึกเช่นนั้น แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร จะเกิดเวลาไหน และมีเงื่อนไขใดบ้าง รู้แต่เพียงว่า สิ่งนี้จะเกิดในหมู่คณะ"(มาร์ติน บูเบอร์)
"นักบุญยวงให้ข้อสังเกตว่า โทมัสไม่ได้อยู่กับอัครสาวกคนอื่นๆ เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา ข้อสังเกตนี้ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสถานการณ์ หากเขาต้องการมีความเชื่อถึงพระเยซูผู้กลับคืนชีพ เขาต้องพร้อมที่จะฟังประสบการณ์ของบรรดาอัครธรรมทูต" (Xavier Leon-Dufour)
ประสบการณ์แห่งความเชื่อนี้ชี้ไปที่ความหวัง คริสตชนมีประสบการณ์นี้ในความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระศาสนจักร
"โทมัสเป็นคนสงสัย ไม่เชื่อใครง่ายๆ พระเยซูเจ้านำท่านกลับเข้าสู่หมู่คณะอีกครั้ง เป็นหมู่คณะที่อยู่ร่วมเป็นจิตหนึ่งใจเดียวกันในการภาวนา การรับประทานอาหาร และการนำทรัพย์สินมาแบ่งปันกัน หมู่คณะที่เชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า และเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยศีลมหาสนิทที่พวกเขาเฉลิมฉลองด้วยกัน บรรดาคริสตชนเข้าใจว่า หมู่คณะนี้มิได้เกิดจากฝีมือของตนในแง่ของความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นหมู่คณะที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งขึ้น
โดยทางพระองค์และในพระองค์เท่านั้น ที่พวกเขารวมกันเป็นพระศาสนจักร ณ ที่ซึ่งความเชื่อของแต่ละคนถูกนำมาทอสานรวมกับความเชื่อของผู้อื่น เปรียบเสมือนเชือกที่ประกอบด้วยเส้นด้ายที่ถูกถักทอเข้าด้วยกัน" (Hans U. von Balthasar).
* รับใช้เยี่ยงอับราฮัม
เมื่อท่านรับไบ Rabban Gamaliel จัดงานเลี้ยงบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ บรรดาแขกเอนกายเรียงรายอยู่โดยรอบ ท่านรับไบลุกขึ้นรับใช้ทุกคน
บรรดาแขกต่างพูดคัดค้าน "อย่าลำบากเลยครับ ท่าน rabbi Gamaliel"
ท่านรับไบ Jehoshua กล่าวขึ้นว่า "ปล่อยท่านทำไปเถิดครับ เพราะผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า รับไบ Gamaliel ก็เคยทำเช่นนี้มาแล้ว"
บรรดาแขกจึงถามว่า "เขาผู้นั้นคือใคร"?
ท่านรับไบ Jehoshua ตอบว่า "ก็ ท่านพ่ออับราฮัมของเราน่ะซี ท่านได้รับใช้ทูตสวรรค์ทั้งสาม ที่มัมเร โดยไม่ทราบว่าพวกเขาเป็นใคร"?
รับไบอีกท่านหนึ่งจึงพูดเสริมขึ้นว่า "ปล่อยให้ท่านรับไบ Gamaliel ทำไปเถิดครับ เพราะเคยผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าท่าน และยิ่งใหญ่กว่าท่านพ่ออับราฮัม ก็ได้รับใช้มาแล้ว"
แขกทุกคนจึงถามขึ้นว่า "เขาผู้นั้นคือใครล่ะ?"
รับไบผู้นั้นตอบว่า "องค์พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ไง พระองค์ทรงประทานสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนต้องการตามความจำเป็นของเขา มิใช่แก่ผู้ชอบธรรมเท่านั้น แต่แก่คนไม่ดี คนที่นับถือพระเท็จเทียมด้วย
องค์พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ทรงแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง แต่พระองค์ก็ยังเสด็จมารับใช้ทุกคน ช่วยเหลือแต่ละคนตามความจำเป็น อยู่เคียงข้างเขาในยามทุกข์ ทรงมองข้ามความผิดและโทษที่เขาสมควรจะได้รับด้วยซ้ำ
------------------------------------
( 0 Votes )














