Lectio (พระเจ้าตรัสอะไร)

 

กรกฏาคม 2007

 

“พี่น้องทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มารับอิสรภาพ ขอเพียงแต่อย่าใช้อิสรภาพนั้นเป็นข้อ แก้ตัวที่จะทำตามใจตน แต่จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก” (กท5:13)

 

* ความเชื่อที่ยากเย็นแสนเข็ญ

โลกทุกวันนี้ดูเหมือนเรียกร้องอิสรภาพจนเกินขอบเขตของกฏเกณฑ์และหน้าที่ ทำให้มนุษย์ตกเป็นทาสของตนเอง เคียร่า ลูบิค เขียนไว้ในหนังสือ Il grido ว่า “การปล่อยตัว ซึ่งเป็นแนวคลื่นอันยาวเหยียดของ “การดำเนินชีวิตตามกระแสโลก” กระทบศีลธรรมและนำความเสียหายมาสู่บรรดาบุตรของพระศาสนจักร....ทำร้ายมารดา....การแพร่กระจายความคิดที่มุ่งทำลายรากเหง้าของความเชื่อ ด้วยการจำกัดศาสนาให้เป็นเรื่องส่วนบุคคล สร้างความสงสัยกับทุกสิ่งและกับทุกคน”” (Hans Urs von Balthasar)

ปรากฎการณ์นี้มิได้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยตลอดประวัติศาสตร์แห่งความรอด นักบุญเปาโลเขียนถึงทิตัสว่า “ในอดีต เราเคยเป็นคนโง่ ไม่เชื่อฟัง และหลงผิด เป็นทาสของกิเลสตัณหาและความหลงระเริงต่าง ๆ ขณะนั้นเราดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย มีความอิจฉาริษยา น่ารังเกียจและเกลียดชังกัน 4แต่เมื่อพระเจ้าพระผู้ไถ่ของเราทรงแสดงพระทัยดีและความรักต่อมนุษย์ 5พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดพ้นมิใช่เพราะกิจการชอบธรรมใด ๆ ที่เรากระทำ แต่เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ ทรงใช้น้ำชำระเราให้สะอาด เราจึงเกิดใหม่และได้รับการฟื้นฟูโดยพระจิตเจ้า 6พระองค์ทรงหลั่งพระจิตเจ้าลงเหนือเราอย่างอุดมโดยทางพระเยซูคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา 7เพื่อพระหรรษทานของพระองค์จะบันดาลให้เรากลับเป็นผู้ชอบธรรมและเป็นทายาทในความหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร”(ทต3:3-7)

มนุษย์มองไม่เห็นพระเจ้า นักบุญเปาโลกล่าวไว้ในจดหมายถึงชาวโครินธ์ว่า “มนุษย์ที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ รับสิ่งที่เป็นของพระจิตของพระเจ้าไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องโง่เขลาสำหรับเขา เขาไม่อาจเข้าใจได้ เพราะต้องใช้จิตพิจารณา อาศัยพระจิตเท่านั้น” (1 คร 2:14)

พระเยซูเจ้าเสด็จมาในฐานะผู้ปลดปล่อย เทววิทยาแห่งการปลดปล่อยก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ เราอ่านพบคำปราศรัยของเปโตรในหนังสือกิจการของอัครธรรมทูตว่า “ท่านทั้งหลายรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.....พระเจ้าทรงเจิมพระเยซูเจ้าชาวนาซาเรธ ด้วยพระอานุภาพเดชะพระจิตเจ้า พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านไปที่ใดทรงกระทำความดีและทรงรักษาทุกคนที่อยู่ใต้อำนาจของปีศาจ เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับพระองค์” (กจ 10:37-38) “พระเยซูเจ้าทรงถูกมอบในเงื้อมมือของท่านตามที่พระเจ้ามีพระประสงค์และทรงทราบล่วงหน้าแล้ว ท่านใช้มือของบรรดาคนอธรรม ประหารพระองค์โดยตรึงบนไม้กางเขน แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์กลับคืนพระชนม์ชีพ พ้นจากอำนาจแห่งความตาย เพราะความตายยึดพระองค์ไว้ใต้อำนาจอีกต่อไปไม่ได้” (กจ 2:23-24)

* อิสรภาพของความเชื่อ

ปรัชญาถูกรุมเร้าด้วยปัญหาเรื่องอิสรภาพ แต่พระสังคายานาวาติกันที่ 2 กล่าวว่า “จะอธิบายธรรมล้ำลึกเกี่ยวกับมนุษย์ได้ด้วยธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าเท่านั้น” (GS 22) ชีวิตคือ “การติดตามพระคริสตเจ้า”ซึ่งได้แก่ “การเป็นศิษย์ของพระองค์” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอิสรภาพชนิดพิเศษที่ต้องเข้าใจให้ดี การเรียกของมนุษย์เกี่ยวพันกับพระเจ้าอย่างลึกซึ้งและครอบคลุมชีวิตความเป็นอยู่ทั้ง หมดตั้งแต่รากฐาน เผยแสดงวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลและชี้นำทุกสิ่งทุกอย่างตามพระวาจาของพระเยซูเจ้า ดังที่นักบุญเปาโลยืนยันว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ มิใช่ตัวข้าพเจ้าอีกต่อไป แต่พระคริสตเจ้าทรงดำรงชีวิตอยู่ในตัวข้าพเจ้า”(กท 3:20) ซึ่งหมายความว่าข้าพเจ้าตายพร้อมกับพระองค์และบัดนี้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่กับพระ องค์ มนุษย์มิอาจพูดคำว่า “ชีวิตของตน”อีกต่อไป เพราะการติดตามพระคริสตเจ้าคือ “ชีวิตในองค์พระคริสต์”

สิ่งที่น่าประทับใจคือแนวคิดใหม่ที่มีกระบวนการคิดที่มิได้มองแต่เหตุ ผลเพียงอย่างเดียว เปโตรเคยมีประสบการณ์นี้ เมื่อท่านได้ยินเสียงจากท้องฟ้าพูดกับท่านว่า “สิ่งที่พระเจ้าทรงชำระให้สะอาดแล้ว ท่านอย่าเรียกว่ามีมลทินเลย” (กจ 10:15) ซึ่งพูดกันด้วยภาษาง่ายๆ ว่า “อย่าคิดมาก” นอกนั้น วิธีการมองสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งความตาย ก็เป็นมุมมองใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในอิสรภาพของพระเยซูเจ้า ผู้เสด็จมามิใช่เพื่อเป็นนาย แต่เป็นผู้รับใช้

ดังนั้น เป็นพระวาจาที่ทำให้เป็นอิสระ ไม่มีใครจองจำหรือกักขังไว้ได้ คนใช้ที่ดี ไม่ตอบ ไม่บ่น ไม่เบื่อ ไม่หยุดทำงาน พระเยซูเจ้าทรงประกาศอย่างชัดเจนว่า“ถ้าผู้ใดติดตามเราโดยไม่รักเรามากกว่า บิดา มารดา ภรรยา บุตร พี่น้องชายหญิง และแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง.....” แปลว่าไม่มีใครสำคัญกว่าพระองค์

บุคคลมีความเป็นอิสระเยี่ยงเด็กน้อยแห่งพระวรสาร“สวรรค์สะท้อนออกมาในวิญญาณของทารก” (Benedetta Bianchi Porro)

* ถูกเรียกมารับความเชื่อ

พระวาจากล่าวว่ากระแสเรียกของมนุษย์คืออิสรภาพ เป็นอิสรภาพของบรรดาศิษย์ องค์พระเยซูเจ้าเองทรงมีคุณสมบัติต่างๆ ของอิสระชนที่อุทิศตนเพื่อพระวาจาเท่านั้น “อิสรภาพ”เผยแสดงศักดิ์ศรีสูงส่ง เป็นการมีส่วนร่วมใน“การรับใช้” เมื่อพระองค์ตรัสถึงพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าที่เป็นกฎสูงสุดของชีวิตของพระองค์ ดูเหมือนว่าพระองค์ทรงสละละความเป็นเอกเทศของพระองค์ และในชีวิตจริงพระองค์ทรงปฏิบัติตามความปรารถนาของมนุษย์ด้วย (นบนอบแม่พระและนักบุญโยเซฟที่นาซาเรธ)

ท่านนักบุญ เทโอฟีลัสกล่าวว่า “เมื่อมีคนบอกฉันว่าจงแสดงพระเจ้าของท่านให้เห็นซิ ฉันตอบว่า โปรดแสดงมนุษย์ที่อยู่ในตัวท่านให้ฉันเห็นก่อน แล้วฉันจะแสดงพระเจ้าของฉันให้ท่านเห็น แสดงให้ฉันเห็นว่าดวงตาแห่งวิญญาณของท่านมองเห็น และ หูของดวงใจของท่านเปิดรับฟัง อันที่จริง พระเจ้าถูกมองเห็นจากผู้ที่สามารถเห็นพระองค์ได้เท่านั้น ทุกคนมีตา แต่ตาของบางคนขุ่นมัว มองไม่เห็น ตาแห่งวิญญาณของท่านอาจขุ่นมัวด้วยบาป..........แต่ถ้าท่านปรารถนาจะหาย ท่านก็หายได้ โดยอาศัยพระวาจาและพระปรีชาญาณ พระเจ้าทรงรักษาและประทานชีวิตให้ท่านได้ จงมีความเชื่อและความยำเกรงพระเจ้าแล้วท่านจะเข้าใจทุกสิ่ง” ดังนั้น มนุษย์จึงมีอิสรภาพ ความเชื่อต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ เพื่อให้เป็นอิสระ เป็นส่วนตัวและขึ้นกับพระเจ้าในพระเยซูคริสตเจ้า

“ในศีลศักดิ์สิทธิ์บนพระแท่น พระเจ้าเสด็จมาพบมนุษย์ที่ถูกสร้างตามภาพลักษณ์ของพระเจ้าและมีความละม้ายคล้ายพระองค์ ทรงเป็นเพื่อนเดินทางของมนุษย์ ในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ พระเจ้าทรงประทานพระองค์เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ที่โหยหาความจริงและอิสรภาพ เพราะความจริงเท่านั้นที่ทำให้คนเป็นไท พระคริสตเจ้าทรงประทานพระองค์เป็นอาหารแห่งความจริงสำหรับเรา”(พระสันตะปาปาเบเนดิ๊กต์ที่ 16 Sacramentum caritatis 2)


Meditatio (พระวาจาตรัสกับฉันวันนี้)

• อิสรภาพเป็นคุณสมบัติของผู้ที่อุทิศตนทั้งครบ เปรียบกับนักบินที่ปฏิบัติตามสัญญาณนำร่อง การบินก็จะปลอดภัย ฉันต้องเข้าใจว่าการใช้อิสรภาพของฉันหมายความว่าเป็นอิสระ

•ถ้าฉันร่วมกับความตายและการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง ฉันจะมองชีวิตประจำวันของฉันจากมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งเรียกร้องความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยวและความเชื่อมั่น

•ชีวิตของฉันส่งผลต่อสังคมด้วย การแสดงความเชื่อแบบคริสตชนอย่างสงบและเยือกเย็น แม้ในการทำหน้าที่ที่หนักหน่วงและเต็มด้วยความรับผิดชอบ ก็เป็นการประกาศความงดงามของพระวรสาร จำเป็นต้องกล่าวเสริมอีกว่า ในปัจจุบันนี้ ฉันต้องมีความรู้และทันเหตุการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ การท้าทายในปัจจุบันเรียกร้องความสามารถในการแสดงความคิดเห็น เพื่อเจริญชีวิตตามหลักเหตุผลของความเชื่อ และเป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องสำคัญที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสังคม

• พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพตรัสกับข้าพเจ้าถึงอิสรภาพแม้เมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย “แน่ละความตายทำให้เรากลัว ทุกคนกลัวตาย แต่นักบุญเปาโลยืนยันว่า ความกลัวตายเป็นรากเหง้าของความกลัวอื่นๆ ทั้งปวง ในเวลาเดียวกัน เรามั่นใจว่า เราถูกช่วยให้พ้นจากความกลัวตายโดยพระคริสตเจ้า ผู้ทรงมีชัยชนะเหนือความตาย พระองค์ทรงเป็นชีวิตและการกลับคืนชีพของเรา ท่านนักบุญทราบดีหลังจากที่ได้พบกับ “พระผู้กลับคืนชีพ”บนเส้นทางสู่กรุงดามัสกัส เราถูกฝังไว้ในความตายพร้อมกับพระองค์ในศีลล้างบาป” (ดู รม 6:4- 1คร15:22-55)


Oratio (พระวาจาทำให้ฉันภาวนา)

ขอขมา บาปคือการเป็นทาส ส่วนความศักดิ์สิทธิ์คืออิสรภาพ ท่านนักบุญอัมโบรสกล่าวว่า “มีเจ้านายกี่คนที่ก้มหัวให้กับผู้ที่ไม่ต้องการรับรู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นเจ้านายแท้จริงแต่ผู้เดียว” “คริสตชนที่เกิดใหม่ในพระคริสตเจ้า ทำลายเครื่องจองจำที่ผูกตนติดกับบาปกำเนิด ทำให้เขากลับเป็นคนใหม่ ด้วยการเกิดครั้งที่สอง” (นักบุญ เลโอ ผู้ยิ่งใหญ่) “อย่าให้บาปครอบงำร่างกายที่ตายได้ของท่าน” (รม 6:12)

ขอบคุณ “พี่น้องทั้งหลาย ท่านเป็นที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าทรงเลือกสรรท่านให้เป็นคนกลุ่มแรกที่จะได้รับความรอดพ้นเพราะความเชื่อในความจริง และด้วยเดชะพระจิตเจ้า ผู้ทรงบันดาลความศักดิ์สิทธิ์” (2 ธส 2:13)

ขอพรพระจิตเจ้า “พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดพ้น มิใช่เพราะกิจการชอบธรรมใดๆ ที่เรากระทำ แต่เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ ทรงใช้น้ำชำระเราให้สะอาด เราจึงเกิดใหม่และได้รับการฟื้นฟูโดยพระจิตเจ้า พระองค์ทรงหลั่งพระจิตเจ้าลงเหนือเราอย่างอุดมโดยทางพระเยซูคริสตเจ้า พระผู้ไถ่ของเรา” (ทต 3:5-6)


Contemplatio (พระวาจาของพระเจ้ากลับเป็นความจริง)

พระจิตเจ้าตรัสในดวงใจของคริสตชน ณ ที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนักอยู่ ทรงแนะให้อภัย รับใช้ มอบให้ และ รัก ทรงตรัสสอนทั้งคนดีและไม่ดี ทรงทำให้เขาระลึกถึงพระวาจาและทรงประทานพลังเพื่อสามารถปฏิบัติตามพระวาจานั้นได้


Communicatio (พระวาจาปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระ)

เด็กน้อยคนหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ที่ทำงานของช่างแกะสลักหินอ่อน เขาวิ่งเล่นเข้าออกที่ทำงานนั้นเป็นประจำและรู้สึกทึ่งกับผลงานของศิลปินผู้นั้น วันหนึ่ง เขาเห็นคนนำหินอ่อนก้อนมหึมามาที่สตูดิโอ ศิลปินเริ่มใช้ค้อน และเครื่องมือทำงานบนก้อนหิน ไม่นาน หนูน้อยก็เห็นรูปสิงโตหินหมอบอยู่บนพื้น จึงเอ่ยปากถามศิลปินว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรครับว่า มีสิงห์โตซ่อนอยู่ในหินก้อนนั้น”?

ผลงานชิ้นโบว์แดงของพระเจ้าซ่อนอยู่ในมนุษย์แต่ละคน เพียงแต่ทำให้“ปรากฏ”แก่สายตาเท่านั้นเอง

บทภาวนาของอิสระชน

ข้าแต่พระบิดาเจ้า ลูกขอมอบตัวลูกไว้กับพระองค์ โปรดกระทำกับลูกดังที่พระองค์ทรงพอพระทัยเถิด ไม่ว่าพระองค์จะกระทำสิ่งใดกับลูก ลูกขอขอบพระคุณพระองค์ ลูกพร้อมทุกอย่าง ยอมรับทุกสิ่ง เพียงขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลงในตัวลูกและในสิ่งสร้างของพระองค์เท่านั้น พระเจ้าข้า ลูกไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใด ลูกขอมอบจิตวิญญาณของลูกไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ลูกขอ มอบแด่พระองค์ด้วยสุดความรักและดวงใจของลูก เพราะลูกรักพระองค์ โปรดประคับประคองลูกไว้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นบิดาของลูก

เราต้องการคนที่คิดดีและทำดี

ที่ไม่จดจำ ซากปรักหักพัง แต่สร้างบ้านขึ้นมาใหม่

ที่ไม่ตะโกนด่าความมืด แต่ลงมือจุดไม่ขีด

ที่ไม่มัวแต่เสียเวลาเก็บเศษหินของการวิพากษ์วิจารณ์

แต่

ชนะความชั่วด้วยความดี ชนะความเกลียดชังด้วยความรักแท้และมั่นคง

พระเจ้าทรงทำงานในโลกผ่านทางคนเหล่านี้แหละ

(Ernesto Olivero).

------------------------------------

 


( 0 Votes )ผลงานของพระเจ้าซ่อนอยู่ภายใน
Tags:     อิสรภาพ