Lectio (พระเจ้าตรัสอะไร)

มกราคม 2008

"จงอธิษฐานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ" (1ธส 5:17)

*              แผนของความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน

เราต้องเริ่มต้นที่พระเจ้า การขาดความสัมพันธ์กับพระองค์ นำมาซึ่งความสับสน วุ่นวาย และความยุ่งยากต่างๆในประวัติศาสตร์ อาดัมกับเอวาเริ่มต้นชีวิตที่แร้นแค้น ต้องทำงานด้วยความเหนื่อยยาก แม้แต่กาอินลูกชายก็ยังเกลียดน้องของตน

การภาวนาคือความสนิทสัมพันธ์ เป็นสัมพันธภาพแท้  มนุษย์เพียงลำพังยากจนและไร้ความสามารถ แต่พระเจ้าทรงรื้อฟื้นมิตรภาพกับเขาอีกครั้ง โดยเริ่มรักเขาก่อนและประทานชีวิตพระให้(ดู"คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก" ข้อ 2561//)

ในความคิดของนักบุญเทเรซาแห่งพระเยซูเจ้า ธรรมชาติของการภาวนาเป็นความรัก และมีคุณค่าตามสัดส่วนของความรักที่มีอยู่ในนั้น เอกภาพระหว่างพระบิดา พระบุตร และพระจิตเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และนี่คือแผนการนิรันดรของพระเจ้า

การพบปะสังสรรค์ การเยี่ยมเยียน การเสวนา มิใช่เป็นเพียงมารยาททางสังคม หรือความพยายามบรรลุข้อตกลงร่วมกันเท่านั้น แต่ยังเป็นความปรารถนาของทุกฝ่ายที่ต้องการทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ เพื่อให้เกิดเอกภาพตามที่พระเยซูเจ้าทรงภาวนาขอต่อพระบิดาเจ้าสวรรค์หลังรับประทานอาหารค่ำครั้งสุดท้าย"เพื่อให้เขาเป็นหนึ่งเดียวกัน" (ยน 17:22)

*              "จงอธิษฐานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ"

บาดแผลที่มนุษย์ได้รับ ติดตัวเขาไปจนถึงวันแห่งชัยชนะ คอยประจญให้เกิดการแตกแยกตลอดเวลา บรรดาคริสตชนยุคแรก แม้มีเสียงของพระเยซูเจ้าดังก้องอยู่ในโสตประสาท ก็ยังพ่ายแพ้ต่อการประจญ

เปาโลเองเตือนคริสตชนชาวโครินธ์ให้ระมัดระวังเรื่องการแตกแยก ต่อมาเคลเมนต์ผู้สืบตำแหน่งของนักบุญเปโตรได้ทำเช่นเดียวกัน นักบุญยอห์นก็ประนามเรื่องนี้ด้วย

ในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรซึ่งยาวนานเป็นศตวรรษ ผู้ตั้งคณะหลายคนพบกับความแตกแยกในหมู่คณะแรกที่พวกเขาตั้งขึ้น  แม้ว่าธรรมชาติที่รุนแรงของการไม่ลงรอยและการสงครามจะเบาบางลงบ้าง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของความเปราะบางของมนุษย์ผู้เป็นคนบาป  แต่ก็ยังต้องเพิ่มความใส่ใจในการมองปัญหา และหาทางแก้ไข อย่างเร่งด่วน

วิธีแก้คือ  เลือกพระเจ้าอีกครั้ง เริ่มต้นใหม่จากพระเจ้า หมั่นหันกลับไปหาพระองค์ เอกภาพระหว่างมนุษย์และบรรดาคริสตชนจะได้รับความเข้าใจและได้รับการสถาปนาขึ้นได้ โดยวิถีทางแห่งการภาวนาที่ร้อนรน

เอกภาพเกิดขึ้นอีกครั้งบน"ภูเขาศักดิ์สิทธิ์" ท่านประกาศกอิสยาห์เชิญชวนประชาชนชาวอิสราเอลว่า"มาเถิด ให้เราขึ้นไปยังภูเขาของพระเจ้า....เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์แก่เรา" (อสย 2:3) และเอกภาพก็เกิดขึ้นใหม่โดยไม่คาดคิด ประชาชน "จะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นเคียว ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก" (อสย 2:4) นี่คือวิธีสร้างเอกภาพที่ถูกต้อง ที่พระจิตเจ้าทรงประทานแก่โลก

ท่านสังฆบิดรยออาคิมที่ III ย้ำว่า "เอกภาพระหว่างคริสตชน ต้องเป็นสาระของการภาวนาและการวอนขออยู่เสมอ"นักบุญซีเปรียนให้ข้อคิดว่า "พระเจ้าจะต้อนรับผู้ที่ร่วมเป็นจิตหนึ่งใจเดียวกันในการภาวนาเท่านั้น เข้าในพระนิเวศน์ของพระองค์"

*              เจริญชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า

การภาวนานำพระเจ้ามาสู่มนุษย์และนำมนุษย์ไปหามนุษย์ด้วยกัน ผลที่ตามมาก็คือเอกภาพ  ภราดา Roger Schutz, แห่งเทเซ่กล่าวว่า "จงรักเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใด หรือ มีอุดมการณ์ใดก็ตาม อย่ายอมรับการเป็นที่สะดุดอันเนื่องมาจากการแบ่งแยกระหว่างชาวคริสต์ที่ประกาศตนว่ารักเพื่อนมนุษย์ แต่ยังดำรงอยู่ในความแตกแยก  จงช่วยกันทำให้พระวรกายของพระคริสตเจ้าเป็นเอกภาพขึ้นมาเถิด"

สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิ๊กต์ที่ 16 ทรงต้อนรับคณะผู้แทนของพระสังฆบิดรแห่งกรุงคอนสตันติโนเปิ้ล ทรงตรัสถึงการต้อนรับที่ Fanar เมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศตุรกีว่า "การสวมกอดแห่งสันติภาพที่เรากระทำกันในระหว่างพิธีกรรม เป็นตราประทับและข้อผูกมัดสำหรับชีวิตของเราในฐานะนายชุมพาบาลในพระศาสนจักร ทำให้เราตระหนักว่า ความรักต่อกันเป็นเงื่อนไขแรกเพื่อบรรลุเอกภาพสมบูรณ์ในความเชื่อและในชีวิตของพระศาสนจักร ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ด้วยความมั่นใจ" ทุกคนแสดงความพอใจอย่างมากเพราะ"การเสวนาในเชิงเทววิทยาได้เกิดขึ้นอีกครั้งด้วยจิตใจที่กระตือ

รือร้น"

กำลังมีการติดต่อกันในระหว่างเยาวชน"การอบรมคนยุคใหม่ในด้านคำสอนมีความสำคัญยิ่ง เพราะพวกเขาจะได้มีจิตสำนึกถึงความเป็นพระศาสนจักร และความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้องอื่นในพระคริสตเจ้า ถึงแม้จะยังคงมีปัญหาและอุปสรรคกีดขวางมิให้ความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างเราบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ก็ตาม"

 

Meditatio (พระวาจาตรัสกับฉันวันนี้)

*        เพื่อบรรลุถึงเอกภาพที่สมบูรณ์ ต้องให้ความสำคัญกับการฟังพระวาจาของพระเจ้าเป็นอันดับแรก เพราะเรามิใช่ผู้ที่สามารถจัดการและกระทำเช่นนั้นได้ (สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิ๊กที่ 16 ตรัสเมื่อวันที่ 25-1-07) ในพระวาจาเราพบพระประสงค์ของพระเจ้าและบทภาวนาของพระเยซูเจ้า

*              การภาวนาทำให้ข้าพเจ้าตอบเช่นแม่พระว่า "ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด" ในพระเจ้า ข้าพเจ้าพบกับทุกคน นั่นคือมิติของการภาวนา

*              ความรักต่อกัน ทำให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน รับใช้ ใจกว้าง  ที่เมืองเธสสะโลนิกา เกิดความทุกข์ยาก อันเนื่องมาจากการเบียดเบียนกลุ่มคริสตชน (ดู 1 ธส 2:14) แต่มีบางคนที่ยังยึดถือวัฒนธรรมของคนต่างศาสนา ทำการต่อต้านชีวิตใหม่ในพระคริสตเจ้า (ดู 1ธส 4:1-8) พวกเขาต่อสู้กับผู้มีอำนาจ (ดู 1ธส 2:3-7.10)

สภาพชีวิตของข้าพเจ้า ครอบครัว และหมู่คณะที่ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกอยู่ เป็นเช่นนี้หรือ?

 

Oratio (พระวาจาทำให้ฉันภาวนา)

ขอโทษ   "การแตกแยกระหว่างคริสตชนทำให้การเป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้าและพระวรสารของพระองค์ไร้น้ำหนัก" (เบเนดิ๊กต์ที่ 16) "ท่านจงติเตียนผู้ที่เจริญชีวิตไม่ดี......อย่าขัดขวางกิจการของพระจิตเจ้า"

ขอบคุณ                พระเยซูเจ้าทรงรวบรวมบุตรของพระเจ้าที่กระจัดกระจายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน "จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี" (ข้อ 18)

ขอพรพระจิตเจ้า พระจิตเจ้าทรงเป็นเอกภาพของพระบิดาและพระบุตร   ทรงเป็นเอกภาพแห่งดวงใจทุกดวง  "พระองค์ทรงปรารถนาให้ท่านทำสิ่งเหล่านี้ในพระคริสตเยซู"

 

Contemplatio (พระวาจาของพระเจ้ากลับเป็นความจริง)

ข้าพเจ้าเคยถามนักบุญเทเรซาแห่งพระเยซูเจ้าว่า เคยลืมการประทับอยู่ของพระเจ้าบ้างไหม? ท่านตอบว่า "ไม่เลย ดิฉันไม่เคยลืมพระองค์เกินสามนาที" ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจ เธอจึงตอบดิฉันว่า "เป็นธรรมดาอยู่เองที่เรามักจะคิดถึงบุคคลที่ตนรักอยู่เสมอ"  เมื่อข้าพเจ้ามีความรักของพระเจ้าอยู่เต็มหัวใจ ความเหินห่างตามประสามนุษย์ก็ไม่มี เพราะทุกคนอยู่ในพระเจ้า

"ในความสัมพันธ์ถาวรกับพระเจ้ามี "ตรา" ที่เราได้รับการประทับในศีลล้างบาป....ไม่ว่าจะเป็นคาทอลิก ออธอด๊อกซ์ หรืออังกลีกัน ความสนิทสัมพันธ์นี้มีความแน่นแฟ้นกว่าความแตกต่าง นี่คือพื้นฐานของงานศาสนสัมพันธ์" (พระสังฆราช บรูโน ฟอรเต จดหมายอภิบาล ปี 2007-2008)

บทภาวนาสำหรับมนุษยชาติ

บท "ข้าแต่พระบิดา" เป็นขุมทรัพย์ของทุกคน มิใช่ของผู้ที่บรรลุความศักดิ์สิทธิ์แล้วเท่านั้น ทุกคนเป็น "ลูก" ของพระเจ้า

ภคิณีอาวุโสคณะคาร์เมไลต์รูปหนึ่งเล่าว่า "เมื่อดิฉันคิดถึงพระเจ้า ดิฉันคิดถึงชีวิตวัยเด็กของดิฉัน พ่อของดิฉันเป็นคนเดินเก่งมาก ดิฉันมักจะเดินกับท่านเสมอ ตอนนั้นดิฉันมีอายุเพียง 3 ขวบ แต่ก็พยายามก้าวเท้ายาวๆ เพื่อเดินให้ทันคุณพ่อ ดิฉันรู้สึกภูมิใจมาก เมื่อดิฉันเดินไม่ไหว พ่อก็จะแบกดิฉันขึ้นบ่าแล้วเดินต่อไป ดิฉันเพียงแต่ปล่อยตัวเคลื่อนไหวไปตามจังหวะการเดินของพ่อ ตอนกลางคืน ดิฉันนั่งมองดวงดาวบนท้องฟ้าจากบ่าของพ่อ มีความรู้สึกว่า เพียงแต่ยื่นมือออกไป ดิฉันก็สัมผัสดวงดาวได้แล้ว ดิฉันมีความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ดูเหมือนโลกจะเป็นของเราเพียงสองคน ต่อมาดิฉันอ่านพบในหนังสือพิธีกรรมว่า "ในถิ่นทุรกันดาร ท่านก็ได้เห็นแล้วว่า พระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่านทรงนำท่านมาถึงที่นี่อย่างไร ทรงนำมาตลอดจนถึงที่นี่ เหมือนบิดาอุ้มบุตรของตน"(ฉธบ 1:31)

 

Communicatio (พระวาจาทำให้เกิดเอกภาพ)

ค.ศ.2008 ครบหนึ่งศตวรรษของการก่อตั้งสัปดาห์เพื่อเอกภาพ

คุณพ่อ Paul Watson ศาสนาจารย์นิกาย เอปีสโกปาเลียน ผู้ร่วมตั้งคณะ Society of the Atonement ที่ Graymoor (นิวยอร์ค) เป็นผู้ริเริ่มสัปดาห์ภาวนาเพื่อเอกภาพของคริสตชน ระหว่างวันที่ 18 ถึง 25 มกราคม ค.ศ. 1908

คุณพ่อ Paul Watson เข้าใจว่าเอกภาพหมายถึงการที่คริสตชนกลุ่มต่างๆ กลับเข้าสู่พระศาสนจักคาทอลิกแห่งโรม ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเลือกเอาวันที่ 18 มกราคม ซึ่งเป็นวันฉลองธรรมาสน์ของนักบุญเปโตร จนถึงวันที่ 25 มกราคม ซึ่งเป็นวันฉลองการกลับใจของท่านนักบุญเปาโล เป็นวันภาวนาเพื่อเอกภาพ

ในปี ค.ศ. 1909 Society of the Atonement ถูกผนวกเข้าในพระศาสนจักรคาทอลิก สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 10 จึงได้ประทานพรอย่างเป็นทางการแก่สัปดาห์แห่งการภาวนาเพื่อเอกภาพ

ในปี ค.ศ. 1930 Paul Couturier พระสงฆ์แห่ง Lione ได้ปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่  สัปดาห์ภาวนาเพื่อเอกภาพแพร่หลายในพระศาสนจักรคาทอลิกและกลุ่มคริสตชนนิกายอังกลิกันเพียงไม่กี่กลุ่ม ซึ่งกลุ่มเหล่านี้พร้อมที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรแห่งโรม แต่หลายคนไม่เห็นด้วย คุณพ่อ Paul Couturier ยังคงรักษาช่วงเวลาระหว่างวันที่ 18-25 มกราคมไว้เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนสูตรของ "สัปดาห์ภาวนาเพื่อเอกภาพของคริสตชน" เป็นการภาวนาเพื่อ "เอกภาพดังที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์"

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1959 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ภาวนาเพื่อเอกภาพ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้เรียกประชุมสภาสังคายานาวาติกันที่สอง พระศาสนจักรคาทอลิกเปิดรับสากลสัมพันธภาพ และได้ให้ความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการ"Fede e Costituzione" ของหน่วยงานสากลสัมพันธภาพระหว่างศาสนจักรต่างๆ ในปี ค.ศ. 1966 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอันประกอบด้วยผู้แทนชาวคริสต์นิกายต่างๆ ขึ้นมาเพื่อจัดเตรียมเนื้อหาสำหรับสัปดาห์ภาวนาเพื่อเอกภาพ

ในปี ค.ศ. 1968 แผนแรกสำเร็จเรียบร้อย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 เป็นต้นมาทุกปี กลุ่มสากลสัมพันธภาพจากส่วนต่างๆ ของโลก ถูกเชิญมาร่วมกันร่างเนื้อหา แล้วส่งให้คณะกรรมการเตรียมงานระดับนานาชาติได้พิจารณาอีกครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 เอกสารที่ได้รับการเห็นชอบร่วมกันได้ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ออกไป

การ "เดินทาง"รอบโลกนี้เน้นความเป็นสากลสัมพันธภาพของสัปดาห์ กล่าวถึงความพยายามมุ่งสู่เอกภาพด้วยความจริงใจ เปี่ยมด้วยความหวังและความกตัญญูรู้คุณ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า สัปดาห์เพื่อเอกภาพของพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้าบรรลุผลสำเร็จ

ประสิทธิผลของการภาวนาเป็นที่ประจักษ์แจ้ง อันที่จริง การภาวนาเป็นจุดเริ่มต้นและการเดินทางของทุกชีวิตที่เป็นคริสตชนแท้

------------------------------------

 


( 1 Vote )ความใฝ่ฝันถึงเอกภาพของพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า
Tags:     พระกาย