1. ชื่อชมรม:

ชมรมนักธุรกิจคาทอลิกแห่งประเทศไทย   ชื่อย่อ "นธค."

 

2. ที่ตั้งชมรม: สำนักงาน ชมรมนักธุรกิจคาทอลิกแห่งประเทศไทย อาคารคาทอลิกแพร่ธรรม เลขที่ 57 ซอยโอเรียนเต็ล ถนนเจริญกรุง  (เจริญกรุง40) บางรัก  กรุงเทพฯ 10500 โทร 0-2630-7711 ,0-2234-1730 แฟกซ์  02 234-1730

 อีเมล์: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    WWW.THAICATHOLICBIZ.COM


 

3. ความเป็นมาในช่วงทศวรรษปัจจุบันนี้  พระศาสนจักรสากล  และพระศาสนจักรท้องถิ่นต่างส่งเสริมการรณรงค์ Evangelization2000 เพื่อเป็นการรื้อฟื้น และเสริมสำนึกถึงหน้าที่รับผิดชอบในบทบาทของคริสตชนในพระศาสนจักร  ในโลก และในสังคมที่ตนอยู่

     อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ  ได้ประกาศเริ่มการรณรงค์นี้แล้วนับแต่วันที่  6 มกราคม 1991  และคณะองค์กรฆราวาสแพร่ธรรมต่างๆ  ในอัครสังฆมณฑลก็ได้ตอบสนองนโยบายดังกล่าวด้วยโครงการกิจกรรมต่างๆ ของตนโดยพร้อมเพรียงกัน

ทางกลุ่มนักธุรกิจคาทอลิก  จึงเห็นเป็นการสมควรที่จะมีส่วนร่วมในการรณรงค์ Evangelization 2000   นี้ด้วย โดยรวมตัวกันเป็นกลุ่ม นธค. ขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 6  มีนาคม  ค.ศ. 1992  ด้วยความเห็นชอบของ ฯพณฯ พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย  กิจบุญชู  ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ในขณะนั้น ซึ่งปรารถนาจะเห็นการรวมกลุ่มของนักธุรกิจคาทอลิกนี้มานานแล้วเช่นกัน

      ชมรมนักธุรกิจคาทอลิกได้ดำเนินการรวบรวมนักธุรกิจ นักบริหาร เจ้าของกิจการ    ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจในกิจกรรมของชมรม จัดการประชุมพบปะ    กันทุก6 สัปดาห์ต่อครั้ง  จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งด้านการบริหารงานและการใช้ชีวิตในสังคมไทย  กิจกรรมด้านเสริมความรู้ ความเชื่อในด้านศาสนาและจริยธรรม กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ตลอดจนการเตรียมการสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่จากจำนวนสมาชิกมากกว่า 360 ท่าน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมในกิจกรรมต่าง ๆมากบ้าง น้อยบ้างแล้วแต่วาระและโอกาส  โดยมีแนวโน้มที่ต้องยอมรับว่านับวันจำนวนสมาชิกที่สนใจมาร่วมกิจกรรมชมรมฯ โดยสม่ำเสมอมีจำนวนลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ

       ในเวลาเดียวกัน เคยมีการสำรวจสถานภาพทางเศรษฐกิจองค์กร กิจการค้า / ธนาคาร / โรงงานอุตสาหกรรมที่มีเจ้าของ / ผู้ถือหุ้น / ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นคาทอลิก ก่อนปี 2540 พบว่า หากรวมจำนวนทรัพย์สินของธุรกิจการค้าเหล่านี้เข้าด้วยกันมีจำนวนสูงถึง 30 % ของ GNP ของประเทศไทยในปีนั้น ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมากทั้งที่จำนวนคาทอลิกในประเทศมีเพียง 0.5 % ของประเทศเท่านั้น หากมองตัวเลขของประชากรที่ยังอยู่อย่างแร้นแค้นใต้เส้นความอยากจน (Under the poverty line) ซึ่งตัวเลขในปี 2002 กำหนดครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 922 บาท โดยมีประชากรถึง 6.22 ล้านคน คิดเป็น 9.76 % ของประชากรทั้งหมด  หากพลังของนักธุรกิจคาทอลิก ที่มีส่วนอยู่ถึง 30 % ของ GNP ของประเทศ สามารถร่วมกันอย่างแข็งขันในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างสรรค์สังคมโลกตามจิตตารมณ์แห่งคริสตชน สังคมประเทศไทย และสังคมโลกจะน่าอยู่สักเพียงใด

      ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการชุดปัจจุบัน จึงได้ทำวิเคราะห์สถานการณ์ และกำหนดแผนงานใหม่ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างชมรมนักธุรกิจคาทอลิก ให้เป็นองค์กรที่เข้มแข็ง มีส่วนร่วมทั้งในงานของพระศาสนจักรคาทอลิก และทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพื่อจะช่วยสร้างทุนทางสังคมของประเทศ อันเป็นการช่วยพัฒนาประเทศชาติให้มีความสมดุลอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 
4.  วัตถุประสงค์

4.1 เพื่อเป็นศูนย์รวมพบปะสังสรรค์และศูนย์รวมพลังของนักธุรกิจคาทอลิก
4.2 เพื่อการดำเนินการ และประสานสัมพันธ์ด้านธุรกิจร่วมกันในกลุ่มคาทอลิก
4.3 ส่งเสริมจิตตารมณ์คริสตชนแก่สมาชิกให้เข้มข้นขึ้น และเสริมสร้างชีวิตคริสตชน ในตัวนักธุรกิจคาทอลิกเองให้เข้มแข็งด้วยจิตตารมณ์        พระวรสาร โดยการเป็นประจักษ์พยานต่อบุคคลอื่น
4.4 มีส่วนร่วมและมีบทบาทในการพัฒนาโลก (สังคม / กิจการ)ที่เราอยู่ด้วยแนวทางของคริสตชน ตามจิตตารมณ์แห่งสังคายนาวาติกันที่         สอง  และเพื่อฟื้นฟูสังคมเศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยหลักธรรมของพระวรสาร
4.5 เพื่อการร่วมกันทำงานให้พระศาสนจักร  ทั้งในด้านการแพร่ธรรมและในด้านการสนับสนุนโครงการของพระศาสนจักรท้องถิ่น

     ประเภทสมาชิก มี 3 ประเภท

      1.     สมาชิกนิติบุคคล

      2.      สมาชิกบุคคลธรรมดาตลอดชีพ

      3.     สมาชิกบุคคลธรรมดารายปี

 
5.  คุณสมบัติของสมาชิก :
 
5.1 เป็นนักธุรกิจคาทอลิก (ชายและหญิง) เป็นเจ้าของ,หุ้นส่วน หรือผู้บริหารระดับบริหาร
5.2 เป็นเจ้าหน้าที่คาทอลิกในองค์กรรัฐบาล หรือองค์กรระหว่างประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการธุรกิจ
5.3 เป็นองค์กร หรือนิติบุคคล  ที่สนใจดำเนินธุรกิจแบบคาทอลิก
 
6.พื้นฐานและทัศนคติอันพึงมีของสมาชิก :
 
     บทบาทผู้ประกอบวิชาชีพคาทอลิก  ในฐานะ  ผู้ร่วมสร้าง "และ ผู้สานต่องานสร้าง"ของพระเจ้าในยุคปัจจุบัน
 สมาชิก นธค. ควรตระหนักว่าชีวิตคริสตชนเป็นกระแสเรียกของพระเป็นเจ้าให้เข้าร่วมทำงานของพระองค์บนโลกนี้
     โดยทางศีลล้างบาปมีส่วนร่วมในภารกิจขององค์พระคริสตเจ้าในฐานะ
     -  ศาสนบริกร         (สงฆ์)
     -  ประกาศก           (ผู้สอน)
     -  ผู้อภิบาล             (ผู้ปกครอง)

     สมาชิก นธค. ควรสำนึกว่า จุดมุ่งหมายชีวิตของเรามิได้มีจุดมุ่งหมายของชีวิตทางฝ่ายโลกในฐานะที่เป็นชาวโลกเท่านั้น  แต่เราคริสตชนมีจุดมุ่งหมายของชีวิตสูงสุดจริงๆ ในอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ในฐานะที่เป็นประชากรของพระเป็นเจ้า  และเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายสุดยอดของชีวิตนี้  เราจึงจำต้องยึดมั่นตามคำสอนของพระคริสต์
     สมาชิก  นธค. ในฐานะเป็นฆราวาสคริสตชน  จึงต้องมีบทบาท  ในด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราตามงานที่พระมอบหมาย (Mission) เราต้องประกาศพระวรสาร(Evangelization) เป็นสักขีพยาน (Witness) เป็นแสงสว่างส่องโลก เป็นเกลือของโลก งาน/หน้าที่เหล่านี้  สามารถทำได้ในฐานะส่วนตัว เป็นการส่วนตัว  หรือเป็นกลุ่ม  เป็นคณะ  เป็นองค์กร ฯลฯ

ในสภาพปัจจุบันการรวมกลุ่มยิ่งนับวันยิ่งมีความสำคัญขึ้นตามที่พระคริสต์เคยตรัสไว้ว่า ณ ที่ใดมีคนสองสามคนประชุมกันในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขา (มธ.18:20)นอกเหนือจากนี้  สมาชิก นธค. ควรสำนึกและตระหนักถึงพื้นฐานคุณภาพชีวิตอันจะนำมาซึ่งพื้นฐานคุณภาพที่ดีแห่งสมาชิกภาพ นธค. ด้วยดังนี้.-

ก.ความสำนึกต่อสังคมเศรษฐกิจ และการเมือง

1.มีฐานะเป็นพยานของพระคริสตเจ้าเกี่ยวกับพระวรสารของพระองค์ (เทียบ AA. 6, 13)

2.ร่วม ทุกข์ร่วมสุข นั่นคือ ความยินดี ความหวัง ความเศร้า และความทุกข์ของคนทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจนหรือคนมีความทุกข์      ร้อน แบบต่างๆ เป็นความ ยินดี  ความหวัง  ความเศร้า  และความเจ็บปวดของเราผู้เป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าด้วย  (เทียบ GS.1,AG.12)

 
เอกสารแห่งสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 AA.  พระธรรมนูญ Apostolicam Actuositatem (พระธรรมนูญเรื่องการแพร่ธรรมของฆราวาส
 

ข.ทัศนคติหรือหลักการที่ควรยึดถือ
1.ความสำเร็จของมนุษย์เป็นเครื่องบ่งชี้ความยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้า และความสำเร็จของแผนการสร้างของพระองค์  (GS.34)

2.ความสำเร็จในโลกนี้ทำให้เกิดความสุขได้ แต่ต้องไม่ลืมคำของอัครสาวกที่ว่า "อย่าปล่อยตัวทำตามแบบของโลก" (รม. 12:2 เทียบ GS.37)

3.แม้จุดหมายปลายทางของชีวิตจะไม่ได้อยู่เพียงแค่ในโลกนี้  แต่ถึงกระนั้น ก็เป็นความคิดที่ผิด ถ้าหากคิดว่าจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อ (ความเจริญก้าวหน้า) ในโลกนี้  (GS.43)

4.แม้จะมีจุดหมายปลายทางของชีวิตอยู่ในโลกหน้า แต่ถึงกระนั้น  ก็มิได้หมายความว่าจะไม่ต้องมุ่งมั่นทำงานร่วมมือกับทุกคนสร้างสรรค์โลก มนุษย์ให้เป็นโลกมนุษย์ยิ่งๆขึ้น(GS.57, 72)

5.ต้องถือว่าคิดผิด ถ้าคิดว่าการทำงานสร้างสรรค์โลกไม่เป็นเรื่องของศาสนา  และคิดว่าศาสนาเป็นเพียงเรื่องของการปฏิบัติศาสนกิจ  และการ ถือศีลธรรมบางข้อ(GS. 43)

6.สังคมจะเป็นระเบียบเรียบร้อย  ถ้ายึดถือความจริง ความยุติธรรม  และความรักเป็นหลัก  (GS.26)

7.มนุษย์ คือ บ่อเกิด จุดมุ่ง และสิ่งสุดท้ายของการดำเนินการทางสังคมและเศรษฐกิจ (GS.63)

8.การเป็นเจ้าของทรัพย์สิน  เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นบุคคล  และทำให้เขามีโอกาสกระทำบทบาทของเขาในสังคมและเศรษฐกิจ  (GS.71) 9.ต้องถือว่าทรัพย์สินส่วนบุคคล  มีมิติทางสังคมด้วย  (GS.71)

10.คริสตชนที่มีบทบาทในสังคมธุรกิจ  และในการเสริมสร้างความยุติธรรมและความรัก พึงอุทิศตนทำงานเพื่อก่อให้เกิดความเจริญแก่                มนุษยชาติ  และสันติภาพแก่โลกให้มาก ๆ (GS.72)

11.ความเป็นมนุษย์สำคัญกว่าทรัพย์  (GS.35)

 

เอกสารแห่งสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2

AA.พระธรรมนูญ Apostolicam Actuositatem (พระธรรมนูญเรื่องการแพร่ธรรมของฆราวาส

AG.พระธรรมนูญ Ad Gentes (พระธรรมนูญเรื่องงานธรรมทูต)

GS.พระธรรมนูญ Gaudium et Spes (พระธรรมนูญเรื่องพระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน : ความชื่นชมยินดีและความหวัง)

ค.ความมุ่งมั่นต่อสังคมเศรษฐกิจ และการเมือง

 1.มุ่งมั่นที่จะยึดถือหลักศีลธรรมและคุณธรรม ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจด้วยเทคนิคหรือด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม (GS.64)
2.มุ่งมั่นที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์ -ขจัดความไม่เท่าเทียมกัน -และส่งเสริมสนับสนุนผู้ที่ด้อยกว่า  (GS.66)
3.มุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกคนในการพยายามพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น (GS.43)

4.มุ่งมั่นที่จะเป็นสักขีพยานเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางของชีวิตอันสูงสุดในอาณาจักรของพระเป็นเจ้า  แม้ในบางแห่งที่ไม่สามารถพูดถึงได้  (AG.12)

ด้วยพื้นฐานสมาชิกภาพ นธค. ดังกล่าวข้างต้น เชื่อมั่นว่าสมาชิก นธค.ทุกท่านจะตระหนักถึงบทบาท ส่วนร่วม ตลอดจนหน้าที่ของตนในอันที่จะช่วยกันปรับพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ตามแนวพระวรสารแห่งพระคริสต์  ทั้งนี้โดยเริ่มจากวงสังคมที่ตนอยู่แล้วแผ่ขยายวงกว้างออกไปสู่วงสังคมที่กว้างขึ้น

เอกสารแห่งสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2AA.พระธรรมนูญ Apostolicam Actuositatem (พระธรรมนูญเรื่องการแพร่ธรรมของฆราวาส)

7.การสมัคร :ผู้ประสงค์จะสมัครที่มีคุณสมบัติครบตามข้อที่ 5 และข้อ 6 และมีสมาชิก นธค.รับรองอย่างน้อย 2 ท่าน สามารถติดต่อขอสมัครเป็นสมาชิกได้ที่ ผู้จัดการสำนักงาน ชมรมนักธุรกิจคาทอลิก โดยยื่นใบสมัครได้ที่ สำนักงาน ชมรมนักธุรกิจคาทอลิกแห่งประเทศไทย เลขที่ 57 ถนนเจริญกรุง 40 แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500   โทร 0-2630-7711,0-2234-1730  แฟกซ์ 02-234-1730

อีเมล์: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    เว็บไซด์ : WWW.THAICATHOLICBIZ.COM

8.ค่าบำรุงชมรมและการสนับสนุนด้านปัจจัย :

8.1สมาชิกมีหน้าที่ต้องชำระค่าบำรุงชมรม
8.2สำหรับโครงการเฉพาะกิจของพระศาสนจักร ให้สมาชิกสนับสนุนตามแต่ศรัทธา

 

9.โครงสร้างและการบริหารของชมรม

      9.1 การบริหารของชมรมให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการ (Board of Directors) โดยประธานชมรมเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่ง              ให้ประธานแต่งตั้งรองประธานอย่างน้อย  1 คน และแต่งตั้งกรรมการดูแลงานบริหารในเรื่องต่างๆ ในตำแหน่งประธานคณะกรรมการนั้นๆ             ตามความจำเป็น ซึ่งมีหน้าที่กำหนด นโยบาย แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) คณะกรรมการ            มีหน้าที่จัดหางบประมาณ โดยมีผู้อำนวยการ (Chief Executive Officer) เป็นเลขานุการคณะกรรมการโดยตำแหน่ง

      9.2  คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) ขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยประธานคณะกรรมการบริหาร ประธาน                  คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่คณะกรรมการแต่งตั้ง ผู้อำนวยการ (Chief Executive Officer หรือ CEO), เหรัญญิก และกรรมการบริหารอื่น                ตามความจำเป็น โดยมีผู้จัดการสำนักงาน ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการบริหาร

      9.3 กรรมการเสนอให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้อุปถัมภ์ขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยสมาชิกชมรมผู้ที่มีศักยภาพที่จะช่วยงานพระ                   ศาสนจักร แต่อาจไม่มีเวลาเพียงพอในการ   เข้ามาร่วมประชุมช่วยเหลือในงานกำกับนโยบายหรือบริหารงานของชมรม      คณะ                         กรรมการผู้อุปถัมภ์จะมุ่งเน้นในเรื่องการพิจารณาสนับสนุนโครงการ หรืองานที่พระ ศาสนจักรเรียกร้องหรือมอบหมายให้ชมรม                             นธค.ดำเนินการเป็นเรื่องๆ ไป  รวมทั้ง พิจารณาสนับสนุนโครงการหรืองานที่คณะกรรมการเห็นสมควร ประธานชมรมเป็นประธานโดย               ตำแหน่งหรือคณะ กรรมการอาจจะเสนอผู้อุปถัมภ์คนใดคนหนึ่งเป็นประธานได้

      9.4  ให้ประธานที่จะหมดวาระแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกอาวุโส  5 ท่าน และจิตตาภิบาล เพื่อสรรหาผู้ที่เหมาะ                สมมาเป็นประธานวาระถัดไป เสนอที่ประชุมเห็นชอบก่อนหมดวาระ อนึ่ง หากมีผู้เสนอตัวพร้อมจะเป็นประธานของชมรมฯ  ก็ให้ดำเนิน                การเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกลงคะแนน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานชมรมฯต่อไป

      9.5  ให้ผู้ได้รับการเสนอเป็นประธานโดยคณะกรรมการสรรหา เสนอรองประธานฝ่ายต่างๆ ตามความเหมาะสม พร้อมทั้งเหรัญญิก  เสนอที่                ประชุมเห็นชอบพร้อมกับการเสนอชื่อประธานใหม่ รองประธาน อาจมีได้หลายท่านเพื่อดูแลงานด้านต่างๆ ของชมรมฯ เช่น ด้าน                        สมาชิกสัมพันธ์  ด้านการหาทุน ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการจัดกิจกรรม ด้านวิชาการ ฯลฯ  รองประธานแต่ละท่านสามารถทำการ                  แต่งตั้งทีมงานเพิ่มเติมในแต่ละด้าน เพื่อให้การบริหารงานของชมรมฯ มีประสิทธิภาพ

      9.6  คณะกรรมการอาจจ้างเจ้าหน้าที่สำนักงาน เพื่อช่วยสนับสนุนงานและกิจกรรมของชมรมฯตามความเหมาะสม

      9.7 ให้ประธานที่หมดวาระดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา เพื่อสนับสนุนประธานและคณะกรรมการใหม่ เพื่อให้งานของชมรมฯ มีความต่อเนื่อง

      9.8  ผู้ดำรงตำแหน่งประธาน รองประธาน เหรัญญิก และกรรมการอาจได้รับเลือกอีกแต่ไม่เกิน 2 วาระ วาระละ 2 ปี


 
10.จิตตาภิบาล :
เพื่อให้การดำเนินงานของชมรมเป็นไปด้วยดี ให้คณะกรรมการเสนอขอพระสงฆ์หนึ่งองค์ต่ออัครสังฆมณฑลฯ  เพื่อแต่งตั้งให้เป็นจิตตาภิบาล โดยอยู่ในวาระเดียวกับคณะกรรมการ
 

11.อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ 

       คณะกรรมการ - มีหน้าที่กำหนด นโยบาย แนวทางการดำเนินงานของคณะ

       กรรมการบริหาร และจัดหางบประมาณให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และพันธกิจของชมรมฯ

12 .อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร

        คณะกรรมการบริหาร-มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายและแนวทางของคณะกรรมการ

12.1    ฝ่ายสมาชิก - มีหน้าที่ติดต่อหาสมาชิก จัดทำทะเบียนและข้อมูลสมาชิกและ

            ประสานงานการให้บริการต่างๆ แก่สมาชิก

12.2    ฝ่ายศึกษาอบรม - มีหน้าที่ค้นคว้าความรู้ด้านการบริหารธุรกิจและด้านคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร เพื่อเพิ่มพูนความรู้แก่สมาชิกด้วยวิธีต่างๆ เช่น  เอกสารเผยแพร่ Internet การจัดสัมมนา การพบปะแลกเปลี่ยนแบ่งปัน

 

          12.3    ฝ่ายกิจกรรม - มีหน้าที่จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก พระศาสนจักร และสังคมตามวัตถุประสงค์และพันธกิจของชมรม

12.4    ฝ่ายประชาสัมพันธ์ – มีหน้าที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกของชมรม

ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของชมรม ให้สมาชิกของชมรม คริสตชน  และสังคมได้ทราบ

12.5    ฝ่ายหาทุน - มีหน้าที่หาทุนสนับสนุนกิจกรรมของชมรมให้เพียงพอด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดเก็บค่าสมาชิก การจัดกิจกรรมหารายได้

 

13.การพ้นตำแหน่งของคณะกรรมการ

       คณะกรรมการชมรมพ้นจากตำแหน่ง โดยเหตุใดเหตุหนึ่งดังนี้

13.1  ครบวาระการเป็นกรรมการ
13.2  ตาย
13.3  ลาออก
13.4  พ้นจากสมาชิกภาพ
13.5  ที่ประชุมคณะกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 มีมติ ให้พ้นจากตำแหน่ง
13.6  ที่ประชุมใหญ่มีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ร่วมประชุมให้พ้นจากตำแหน่ง

 

14.  การประชุมและมติที่ประชุม

         14.1    ให้มีการประชุมใหญ่สมาชิกปีละครั้งในเดือนกันยายน และประชุมใหญ่วิสามัญตามความเหมาะสม

14.2    ให้ประธานชมรมเรียกประชุมคณะกรรมการไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งทุก 3 เดือน เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานที่ได้มอบหมายให้                       ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานคณะกรรมการชุดต่างๆ

14.3    ให้ประธานคณะกรรมการบริหารเรียกประชุมไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อประสานงานสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการชุด             ต่างๆ

 14.4    ให้ประธานคณะกรรมการผู้อุปถัมภ์เรียกประชุมไม่น้อยกว่าปีละสองครั้งเพื่อสนับสนุนโครงการหรืองานต่างๆ ที่คณะกรรมการ (Board               of Directors) เห็นสมควรนำเสนอเพื่อให้คำแนะนำและการสนับสนุนในด้านต่างๆ

 14.5    คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่เข้าร่วมประชุม ให้ถือว่าเป็นมติของที่ประชุมทุกประเภทยกเว้นในการประชุมวิสามัญ คะแนนเสียงต้อง              ได้อย่างน้อย 2 ใน 3 ของผู้ที่          เข้าร่วมประชุม


 

15.การเงินและบัญชี 

       15.1     รายรับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าสมาชิก หรือจากการจัดกิจกรรมให้นำฝากเข้าบัญชี ธนาคาร

       15.2    ให้ประธานคณะกรรมการบริหารจัดให้ผู้อำนวยการมีเงินสดย่อยไว้สำรองจ่าย          ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดของสำนักงานไม่เกิน                                   10,000 - บาท

       15.3    ให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร มีอำนาจอนุมัติค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 100,000 บาท  ในแต่ละเรื่อง และคณะกรรมการอนุมัติในส่วนที่                       เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ในทาง         ปฏิบัติ ในกรณีจำเป็น ประธานคณะกรรมการบริหาร หรือ ประธาน          คณะกรรมการสามารถ                       อนุมัติวงเงินนั้นไปก่อนถ้าจำเป็น และมาขอสัตยบัน          ภายหลังได้ภายใน 30 วันและ 60 วันตามลำดับ

      15.4    ให้ผู้อำนวยการทำหน้าที่สั่งจ่ายเงินค่าใช้จ่ายประจำ และค่าดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหรือ                       คณะกรรมการ รายการที่ไม่          ผ่านการประชุมคณะกรรมการ ให้ขออนุมัติจากประธาน ได้ตามข้อ 15.3

       15.5    การจ่ายที่เกินวงเงินสดย่อย ให้จ่ายเป็นเช็ค ลงนามโดยผู้จ่ายสองคนคือ           ผู้อำนวยการ (CEO) หรือเหรัญญิก และประธานคณะ                      กรรมการบริหาร หรือ          ประธานคณะกรรมการ หรือกรรมการอื่นที่ประธานคณะกรรมการกำหนด

       15.6    ให้ผู้จัดการสำนักงานทำหน้าที่บันทึกบัญชีรับ-จ่าย และจัดทำรายงานให้          ผู้อำนวยการตรวจสอบและรายงานสถานะทางการเงินต่อ                   คณะกรรมการบริหารทุก        เดือน และต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน และเสนอรายงานสถานะทางการเงิน          ประจำปีที่ได้รับการ                       ตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตให้สมาชิกได้ทราบในการ    ประชุมใหญ่ประจำปี


 

16. การวางระเบียบ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับและการเลิกชมรม

        16.1   เพื่อให้การดำเนินงานได้เป็นไปโดยเรียบร้อย ให้คณะกรรมการมีอำนาจวางระเบียบต่างๆ  ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

        16.2   การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อบังคับนี้ ให้ทำได้ในที่ประชุมใหญ่สามัญ หรือ วิสามัญ โดยมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3                   ของผู้เข้าร่วมประชุม

        16.3   การเลิกชมรมต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่สามัญ หรือวิสามัญ โดยมีคะแนนเห็นชอบ      ไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของผู้เข้าร่วมประชุม

        16.4   เมื่อเลิกชมรมแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ ให้ยกให้อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ


----************นธค.************----

( 0 Votes )ข้อบังคับชมรมนักธุรกิจคาทอลิก