Biography of Enrique E. Shaw (ภาษาไทย)
ว่าที่นักบุญคนแรกของพวกเรา
แปลโดย คุณยศธร หาญทวีวัฒนา
เรียบเรียงโดย อาจารย์ ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย
Enrique Shaw (เอ็นริเก้ ชอว์) เป็นชาวอาร์เย็นตินา แต่เกิดที่ปารีสเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1921 เนื่องจากขณะนั้นบิดาทำงานเป็นผู้แทนของบริษัท Tornquist Group ในฝรั่งเศส สองปีต่อมาในปี 1923 บิดาและมารดาของท่านได้ย้ายกลับไปที่อาร์เจนตินา
บ้านของท่านในอาร์เย็นตินาอยู่ใกล้มหาวิหารศีลมหาสนิท (Basilica of the Holy Sacrament) ทำให้สะดวกในการไปวัดร่วมพิธีมิสซาเป็นประจำทุกวัน
ช่างน่าเศร้าที่ Sara มารดาของท่านได้ล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อ 27 สิงหาคม 1925 ขณะที่ท่านอายุเพียง 4 ขวบ
เธอได้ขอให้สามีสัญญากับเธอก่อนเสียชีวิตว่า จะต้องดูแลให้ลูกๆ มีการศึกษาและมีความเชื่อคาทอลิกที่ดี
ถึงแม้ Alejandro ผู้เป็นบิดาเป็นคาทอลิกที่ไม่ค่อยศรัทธาเท่าไรนัก แต่ก็ได้ทำตามที่ได้สัญญาไว้กับภรรยา กล่าวคือ ได้มอบ Enrique และพี่น้องที่กำลังเติบใตให้คุณพ่อ Goycochea ช่วยอบรมและสอนคำสอนจน Enrique ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกที่มหาวิหารศีลมหาสนิทหลังจากเวลาผ่านไปได้ 3 ปี
Enrique ได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนรัฐบาล Julio A. Roca ในปี 1929 และได้มีโอกาสไปเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนเซนต์ลอว์เรนซ์ ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2-3 เดือน
ท่านเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนลาซาล เป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง มีความประพฤติดีมาก จนได้รับการประกาศเกียรติคุณอยู่เสมอ ท่านได้คะแนนสูงสุดในทุกวิชา แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ Enrique มีความเชื่อที่เข้มแข็ง และมีความศรัทธาที่ร้อนรน
ในฐานะเด็กช่วยมิสซา ท่านรับศีลมหาสนิททุกวัน และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มรักแม่พระอีกด้วย
ในช่วงจบขั้นมัธยมต้น ท่านสนใจเข้ากองทัพเรือ ถึงแม้บิดาจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ขณะนั้น เป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนนายเรือได้เริ่มเปิดรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมต้นให้เข้าเรียนได้ ท่านจึงได้สมัครเข้าเรียน และได้ศึกษาจนจบเป็นรุ่นที่ 66 เป็นว่าที่เรือตรีที่อายุน้อยที่สุด
ท่านได้รับมอบหมายให้เข้าประจำการในกองเรือของอาร์เย็นติน่า ซึ่งเรือแต่ละลำในยุคสมัยนั้นเมื่อพบกับสภาพอากาศที่เลวร้ายของมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ทำให้ชีวิตบนเรือเต็มไปด้วยความน่าหวาดเสียวกลัวว่าเรือจะล่มอยู่เรื่อยๆ แต่ Enrique ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ และความเป็นผู้นำได้อย่างเป็นที่ปรากฏชัดแก่ทุกคนบนเรือ
นอกจากนี้ ท่านยังได้แบ่งปันความเชื่อกับบรรดาพลทหารและกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณค่าพระวรสารอย่างแท้จริง
Enrique ได้เขียนบันทึกไว้ช่วงใช้ชีวิตในกองเรือว่า
"…ข้าพเจ้าจำเป็นต้องภาวนาอย่างสม่ำเสมอเพื่อขอพระหรรษทานจากพระ ในการแก้ไขข้อผิดพลาดของข้าพเจ้า เพื่อละทิ้งนิสัยไม่ดีตามประสาวัยรุ่น การพลีกรรมใช้โทษบาปของข้าพเจ้านั้นจะไร้ค่าหากไม่ได้ทำเพือร่วมในพระทรมานขององค์พระผู้ไถ่”
Enrique เป็นนักอ่านตัวยง และแสวงหาคำตอบสำหรับชีวิตฝ่ายจิตที่ช่างสงสัยของท่านด้วยความวิตก
ตั้งแต่อายุ 16 ปี ท่านพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วยการอ่านหนังสือเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีทางการเมือง ปรัชญา ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีหนังสือเล่มใดที่มีคำตอบที่ท่านแสวงหา
ด้วยความบังเอิญในฤดูร้อนปี 1939 ท่านได้พบแผ่นพับแผ่นหนึ่งที่เขียนโดยพระคาร์ดินัลชาวฝรั่งเศสเกึ่ยวกับ คำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร และนี่คือสิ่งที่ท่านกำลังแสวงหาอยู่
ท่านบอกว่า มันเป็นการช่วยให้ท่านได้ "กลับใจ" และเกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
ท่านได้เขียนบันทึกเมื่อวันที่ท่านอายุครบ 20 ปีว่า
"ในวันนี้ ข้าพเจ้าภาวนาวอนขอพระเจ้าให้ชีวิตของข้าพเจ้าจงบังเกิดผลตามน้ำพระทัยของพระองค์ ขอให้ข้าพเจ้าสำนึกในบาปและความผิดบกพร่องอยู่เสมอ และตั้งใจละทิ้งบาปอย่างเด็ดขาด มิติชีวิตด้านศาสนาของข้าพเจ้าสามารถสรุปได้เป็น 2 ประการใหญ่ๆ คือ ข้าพเจ้าจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป และชีวิตของข้าพเจ้าจะต้องมุ่งที่พระเจ้าเท่านั้น”
ในบรรดาหญิงสาวที่ท่านสนิทสนมด้วยในกรุงบัวโนสแอเรส มีอยู่คนหนึ่งชื่อ Cecilia Bunge ที่ท่านชอบมากเป็นพิเศษ เธอสวยน่ารัก และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในสายตาของท่าน ไม่กี่ปีหลังจากที่ได้หมั้นหมายกัน ทั้งสองก็ได้เข้าพิธีรับศีลสมรส ท่านและภรรยาได้ให้กำเนิดลูกทั้งสิ้น 9 คนในระหว่าง ค.ศ. 1944 -1959
หนึ่งในจำนวน 9 คน ได้แก่ Juan Miguel María ผู้เกิดในปี 1950 ต่อมาได้เข้าบ้านเณรและบวชเป็นพระสงฆ์ ปัจจุบันเป็นธรรมทูตอยู่ในอัฟริกา
ในปี 1945 กองทัพเรือได้ส่งให้ท่านไปเรียนเพิ่มเติมที่ชิคาโก ในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้เส้นทางชีวิตของท่านในกองทัพเรือเห็นความก้าวหน้าและความสำเร้จที่ชัดเจน แต่เป็นที่ชิคาโกนี่เองที่ท่านเริ่มรู้สึกถึงกระแสเรียกของพระเจ้าที่ต้องการให้ท่านหันมาประกอบอาชีพอื่นแทนที่จะเป็นทหารเรือต่อไป
ท่านจึงคิดตัดสินใจขอลาออก แม้จะได้รับการทัดทานจากบรรดานายพลเรือทั้งหลายที่มาหาท่านและบิดาของท่าน ขอร้องให้ท่านเปลี่ยนใจ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง Enrique ได้ยื่นใบลาออกในวันที่ 15 สิงหาคม 1945
ท่านคิดว่าท่านได้รับกระแสเรียกให้เป็นผู้ใช้แรงงาน และยังคิดด้วยว่า ท่านคงจะเป็นประโยขน์ในการเสริมสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณให้แก่ผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย
แต่แล้ว เพื่อนคนหนึ่งของท่านในชิคาโกผู้เป็นพระสงฆ์ได้โน้มน้าว Enrique ว่า ท่านควรเปลี่ยนความคิดจากการเป็นผู้ใช้แรงงานไปสู่ที่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกให้ท่านมาชิคาโก นั่นคือ โลกของธุรกิจ คุณพ่อเชื่อว่าท่านจะสามารถทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าการเป็นผู้ใช้แรงงาน และยังจะประกาศข่าวดีในแวดวงนักธุรกิจได้อีกด้วย
ท่านเห็นด้วยกับคำแนะนำของพระสงฆ์ และเริ่มหาประสบการณ์ด้วยการเข้าฝึกงานที่โรงงานผลิตแก้ว Corning Glass Works ในชิคาโก
ต่อมา ท่านได้กลับอาร์เจนตินากับภรรยา และบุตรสองคนแรกคือ Jorge และ Sara María และได้เข้าดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท Cristalerías Rigolleau ผู้ผลิตแก้วรายใหญ่ของประเทศ
Enrique ได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับในบริษัท ซึ่งต่างเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำและความสามารถเป็นเลิศ เป็นนักสื่อสารชั้นยอดแม้ภายใต้ความเครียดอันเนื่องมาจากความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งต่างๆ เป็นการบ่งบอกความรู้สึกนึกคิดแบบคริสตชนของท่าน ในด้านการเคารพในศักด์ศรีและการเห็นคุณค่าของบุคคลอื่น ว่าพระเจ้าทรงกำลังใช้พวกเขาในแผนการของพระองค์
ท่านได้เข้าร่วมกลุ่ม"Acción Católica Argentina"ตอนแรกก็เพียงระดับวัด ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการระดับชาติ
ในปี 1954 -1956 ท่านเป็นกรรมการของสมาคมบุรุษเพศ และในปี 1961 ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคม ท่านยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอาร์เย็นตินาอีกด้วย
ท่านมีส่วนในการก่อตั้งคณะเซอร์ร่ากลุ่มแรกในอาร์เย็นติน่า ซึ่งท่านเป็นสมาชิกตลอดชีวิตของท่าน นอกนั้นท่านยังเป็นสมาชิกและกรรมการของกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรมอีกมากมายหลายกลุ่ม
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1946 -1947 สภาพระสังฆราชได้ขอให้ท่านใช้ความสามารถด้านการบริหารจัดการ ช่วยเหลือยุโรปช่วงหลังสงคราม ตามคำขอร้องของสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12
ท่านร่วมกับผู้บริหารคนอื่นๆ ทำงานในคณะอนุกรรมการอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากนั้นท่านและเพื่อนร่วมงานอีกหลายคนของคณะอนุกรรมการ ยังคงจับกลุ่มกันต่อไปเพื่อหาทางช่วยให้ “นักธุรกิจเป็นคริสตชนที่ดียิ่งขึ้น”ในทุกลักษณะ ตามคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร
แม้ว่าจะดูหมดหวังในช่วงแรก ในที่สุดท่านก็มีกำลังใจมากขึ้นในปี 1951 ระหว่างพบปะกับผู้ก่อตั้งกลุ่ม Young Catholic Workers คือ Canon Cardijn ผู้ให้ข้อคิดและแนวทางที่ชัดเจนอย่างมาก
ที่สุดในปี 1952 ท่านก็สามารถจัดตั้งสมาคม"Asociación de Cristiana Dirigentes de Empresa (ACDE)" ซึ่งก็คือสมาคมนักธุรกิจคาทอลิกนั่นเอง ต่อมาสมาคมนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกของ UNIAPAC หรือองค์กรนักธุรกิจคาทอลิกโลก
Enrique เป็นประธานคนแรกของ ACDE
ความร้อนรนของท่านได้ส่งผลให้มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ มากมาย ไม่เพียงแต่ในประเทศอาร์เย็นตินาเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปทั่วทวีปละตินอเมริกา
ท่านเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในหมู่ผู้นำทางธุรกิจผู้เป็นคริสตชน โดยแต่งหนังสือจำนวนมากเกี่ยวกับการรำพึงของท่านเอง โดยมุ่งที่ความหมายของกระแสเรียกการเป็นคริสตชนในโลกธุรกิจ
ในหนังสือชื่อ "La Misión de los Dirigentes de Empresa"(1958) ท่านช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นจรรยาบรรณที่ส่องสว่างด้วยพระวรสาร และคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรซึ่ง Enrique ยึดถือเป็นกระแสเรียกของท่าน
หลายบทความยังเป็นประโยชน์และมีคุณค่าจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น
"หน้าที่แรกคือการเป็นผู้ประกอบการที่ประกอบงานให้ผู้อื่น... ให้คนได้มีงานทำ งานยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่าใด ทรัพยากรก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้แบ่งปันให้แก่บรรดาผู้ที่ยากจนและขาดแคลน" (หน้า 16)
"โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีความยากลำบากเพียงใด ผู้นำธุรกิจยิ่งจำเป็นต้องเจริญชีวิตของการเป็นพยาน และเป็นแสงสว่างแห่งความเชื่อเพื่อการเติบโตของจิตวิญญาณ มอบตนไว้ในแสงแห่งหลักการคริสตชนด้านสังคม ในการแก้ปัญหาท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา"(หน้า 29)
"ขอพระนางพรหมจารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ประทานแสงสว่างแห่งปรีชาญาณแก่พวกเรานักธุรกิจทุกคนทั้งที่เป็นสมาชิกหรือไม่ได้เป็นสมาชิกของ ACDE เพื่อว่าเราจะได้สว่างสุกใสเพียงพอที่จะลุกขึ้นสู้ปัญหา เพื่อหัวใจของเราจะสามารถเข้าใจ และรู้สึกถึงความทุกข์ยากของผู้อื่น หรือของเราเอง..."
"เราทุกคนต้องการสังคมที่ให้ความเคารพกันและกัน เข้าใจกันและกัน ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา อันจะก่อให้เกิดการเสวนาและติดต่อสื่อสารกัน แล้วเราจะบรรลุถึงความเห็นอกเห็นใจกัน และสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่น เป็นความหนึ่งเดียวกันในองค์พระคริสต์ พระเศียรของพระวรกายลึกล้ำ ที่ซึ่งพวกเราจะพบพละกำลังที่จะทำให้การณ์นี้สำเร็จไปได้"(หน้า 30)
งานเขียนอีกเล่มหนึ่งชื่อ"ศีลมหาสนิทและชีวิตธุรกิจ" ท่านเขียนได้อย่างลึกซึ้งและรุกร้อน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศีลมหาสนิท กับการกระทำต่างๆในทุกวันของเรา และความคิดที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆในประสบการณ์นักธุรกิจ เพี่อแสดงถึงความมุ่งมั่น ความนอบน้อม และความเข้มแข็งของกระแสเรียกนักธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยอาศัยความรักต่อพระเจ้าและต่อพี่น้องเพื่อนมนุษย์
การที่ท่านเป็นกรรมการอำนวยการของ "Acción Católica" ซึ่งเป็นขบวนการที่ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นธรรมในสังคม แต่ถูกมองโดยรัฐบาลว่าเป็นพวกหัวรุนแรงและทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่เสมอ ทำให้ท่านถูกจับขังคุกในปี 1955
ท่านไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ช่วยในการร่างเอกสารเพื่อก่อตั้งพรรค Christian Democrat ในอาร์เจนตินา ท่านมีความสนใจเรื่อง "ค่าจ้างครอบครัว" ที่ต้องให้อยู่ในสัญญาแรงงาน ท่านสนับสนุนการดำเนินงานของร้านหนังสือที่เน้นงานเขียนคาทอลิกจากทั่วโลก
ใน ปี 1957 ท่านได้เข้าเรียนหลักสูตร “Advanced Management” ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในช่วงเจ็ดเดือนของการเรียน ท่านยังคงนิสัยรักการอ่านหนังสือมากมายทั้งในเรื่องเทคนิคและทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรธุรกิจ นอกจากไปมิสซาทุกวันแล้ว ท่านยังหาเวลารำพึงเป็นประจำด้วย
เมื่อท่านกลับประเทศอาร์เย็นติน่า แพทย์ได้ตรวจพบว่าท่านเป็นมะเร็งร้าย แต่ท่านก็ใช้ชีวิตตามปกติ มีการผ่าตัดและถ่ายเลือดหลายครั้ง แพทย์ของท่านประหลาดใจกับจำนวนผู้ที่สมัครใจมากมายที่ต้องการมาบริจาคโลหิตให้ท่าน ส่วนใหญ่เป็นคนงานจากโรงงาน Rigolleau ที่ท่านเป็นผู้บริหารอยู่
ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 1962 หลังจากการผ่าตัดครั้งสุดท้าย และอยู่ระหว่างการพักฟื้น ท่านได้ไปยังโรงงานของท่าน ซึ่งมีพนักงานประมาณ 3.000 คน ท่านได้พบกับผู้จัดการ และหัวหน้างานอีก 120 คนในห้องประชุม
ท่านได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้น และวิเคราะห์แผนงานของบริษัท อีกทั้งบรรยายถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมแก้วที่โรงงานแห่งนี้ผลิต ซึ่งทุกคนทึ่งในความคิด มุมมอง และการวิเคราะห์ที่เฉียบคมของท่าน
จากนั้นท่านก็พูดเปรียบเทียบถึงคุณค่าของปากกาหมึกซึมที่เวลาเราได้รับเป็นของขวัญในวันเกิดหรือโอกาสอื่น ๆ ท่านถามว่า เมื่อได้รับแล้วเราควรทำอย่างไร แน่อนคำตอบก็คือ เราควรต้องขอบคุณ ไม่ด้วยวาจา ก็ด้วยการใช้ปากกาด้ามที่ได้รับเขียนขอบคุณ
แล้วท่านกล่าวด้วยคำพูดต่อไปนี้ว่า "ผมได้รับบริจาคเลือดจากพวกท่านทั้งหลาย ถ้าผมสามารถรู้สึกขอบคุณที่ได้รับปากกาได้ ผมก็ควรมาทำทุกอย่างเพื่อขอบคุณทุกๆท่านที่ได้กรุณาบริจาคเลือดให้ผม ซึ่งไม่เพียงมีค่าในเชิงเคมี ฟิสิกส์ หรือชีววิทยา แต่เลือดที่พวกท่านให้มันหมายถึงการให้ชีวิต”
แล้วท่านนิ่งเงียบใช้ความคิดท่ามกลางผู้ฟังที่คอยฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ที่สุด Enrique ได้กล่าวว่า ความสำคัญของชีวิตที่อยู่กันเป็นชุมชนนั้น เราต้องสามารถเห็นคุณค่า เห็นความดีของผู้อื่นให้จงได้ เพราะความไม่ดีจะเห็นได้ง่ายกว่ามาก
การประชุมอย่างไม่เป็นทางการในวันนั้นยังยืดเยื้อออกไปท่ามกลางบรรยากาศที่ยากจะอธิบาย เมื่อท่านสะท้อนให้เห็นว่า เลือดทุกหยดในตัวของท่านที่ทำให้ท่านยังมีลมหายใจอยู่ในเวลานั้น เป็นเลือดของทุกๆคนที่อยู่ในบริษัทนี้
นั่นเป็นข้อความสุดท้ายของท่าน
แล้วท่านก็เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนของการเจ็บปวดและทรมานจากโรคร้ายระยะสุดท้าย ซึ่งท่านรับด้วยความอดทน เป็นการร่วมพระทรมานกับพระเยซูเจ้า ความเชื่อคริสตชนของท่านได้หยั่งรากลึกอย่างแท้จริง
ท่านเสียชีวิตในวันที่ 27 สิงหาคม 1962 ขณะอายุได้เพียง 41 ปี
ท่านได้มอบงานเขียนจำนวนมากไว้กับ ACDE พร้อมด้วยเจตนารมย์ของผู้ก่อตั้งสมาคมแห่งนี้ ที่ต้องการเห็นองค์กรธุรกิจพึงเป็นเสมือนบ้านสำหรับพระจิตเจ้า ปกครองโดยพระเจ้า และเต็มเปี่ยมพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์
สภาพระสังฆราชของอาร์เย็นติน่าได้เสนอชื่อของท่านให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนักบุญตั้งแต่ปี 1997 และสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ประกาศให้ท่านเป็น ผู้รับใช้ของพระเจ้า (เป็นขั้นตอนแรก ก่อนแต่งตั้งเป็นบุญราศี) ในปี 2001
วันหนึ่ง เมื่อพระโปรด เราจะมีนักธุรกิจคาทอลิกที่เป็นสมาชิกเซอร์ร่าได้เป็นนักบุญองค์แรกของพวกเรา
นี่คือสมาชิกเซอร์ร่าของอาร์เย็นติน่ารุ่นบุกเบิกก่อตั้งคณะร่วมกับ Enrique Shaw ส่วนใหญ่ขณะนี้อายุประมาณ 90 ปีกันทุกคนแล้ว(ยกเว้นคนยืนกลาง!)
( 3 Votes )














