วันรำลึกถึงผู้ที่จากไป
มธ. 22: 31-33
ส่วนเรื่องผู้ตายกลับคืนชีพ ท่านไม่ได้อ่านพระวาจาที่พระตรัสแก่ท่าน หรือว่าเราคือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบพระองค์มิใช่พระเจ้าของผู้ตาย แต่เป็นพระเจ้าของผู้เป็น ประชาชนที่ได้ฟังต่างพิศวงอย่างยิ่งในคำสอนของพระองค์

วันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายน เป็นวันที่เรารำลึกถึงผู้ที่จากไป วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันนักบุญทั้งหลาย ส่วนวันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวันภาวนาแด่วิญญาณในไฟชำระ (วันรำลึกถึงผู้ตาย)
ในสุสานแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ มีหลุมฝังหลุมหนึ่ง ญาติผู้ตายได้บันทึกคำไว้อาลัยให้แก่ญาติตนเองดังนี้.-
Remember, man that passeth by,
As thou art now, so once was I;
And as I am, so thou must be
Prepare thyself to follow me.
ดูจากคำศัพท์ที่สะกดแบบเก่า หลุมฝังศพนี้คงเป็นของยุคสมัยโบราณ แต่เนื้อหาของคำไว้อาลัยที่ถูกสกัดบนหินอ่อนนั้น ยังใช้ได้แม้กระทั่งศตวรรษที่ 21 นี้ เพราะเป็นความจริง:
จงจำไว้ สหายมนุษย์ที่ผ่านไปมา
สภาพอย่างที่สูเจ้าเป็นนั้น ข้าฯ เคยเป็นมาแล้ว
และอย่างที่ข้าฯ เป็นขณะนี้ สูเจ้าก็จะเป็นอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นจงเตรียมตัวสูเจ้าดีๆ ที่จะตามข้าฯ มา
ในคำไว้อาลัยนี้ มีข้อความเพิ่มเติมซึ่งเดากันว่า คงเป็นคนอื่นที่มาสกัดข้อความนี้ เป็นการโต้ตอบความหวังดี ข้อความที่ “คนอื่น” เขียนตอบนั้นมีความหมายน่าทึ่งเช่นกันดังนี้:-
To follow thee’s not my intent.
Unless I know which way thou went
ที่จะตามท่านไปนั้น ข้าฯ ยังไม่แน่ใจ
จนกว่าข้าฯ จะรู้ว่า ท่านไปทางไหน
ก็นับว่าเป็นคำตอบที่มีความหมายมาก และเป็นคำถามไปในตัว...... ใช่แล้ว การที่เราจะตามใครไปนั้น เราจะต้องทราบก่อนว่า เขาไปทางไหน ทางดี หรือ ทางไม่ดี...... ไปสวรรค์ หรือ ไปนรก....... ความจริงนี่เป็นการตัดสินใจขั้นพื้นฐาน ของทุกชีวิตในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน อยู่ที่เราแต่ละคนที่จะดำเนินชีวิตของเราตามกระแสเรียก (vocation) อย่างไร
มีเรื่องเล่าว่า มีชายเศรษฐีคนหนึ่งได้สั่งกับลูกๆ ไว้ว่า ให้นำทองคำสักสองสามแท่งไปวางไว้ที่ห้องใต้หลังคา เผื่อว่าเมื่อตนเองตายแล้ว วิญญาณของเขาจะลอยผ่านตรงนั้น จะได้นำไปสวรรค์ด้วย...... อีกหลายปีต่อมา ชายคนนั้นก็ตายจากโลกนี้ไป หลังทำพิธีศพของเศรษฐีผู้นี้อย่างสมเกียรติผ่านไปแล้ว ลูกชายเกิดนึกถึงคำสั่งของพ่อได้ จึงนำบันไดปีนขึ้นดูใต้หลังคา หลังจากเปิดช่องเพดานออก ก็ยังเห็นทองคำที่ตนเองนำมาวางไว้ตามคำสั่งอยู่จำนวนเท่าเดิม...... ความคิดหนึ่งจึงวิ่งผ่านมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า “พ่อไปทางไหน?”
บทเสริม
พูดถึงเรื่องการจากโลกนี้ เรื่องชีวิตหน้า พูดง่ายๆ เรื่อง “ความตาย” นี้ เป็นเรื่อง “ความจริงที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้” ทำให้คิดถึง เรื่องการสัมภาษณ์นายทหารนาวิกโยธินยศเรือโท โดยนักข่าวนิตยสาร Top Gun ฉบับเดือนตุลาคม 2011 มีข้อสัมภาษณ์ข้อหนึ่งที่ให้ข้อคิดแก่พวกเราคริสตชนไทยได้เป็นอย่างดี ดังนี้:-
คำถาม : แล้วมาอยู่ที่นี่กลัวมั้ยครับ..... คำถามที่ผมชอบถามกำลังพล และเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติหน้าที่ ในพื้นที่เสี่ยงภัย พอได้ยินคำถามนี้ หมอแบม เอนหลังกับพนักเก้าอี้ แล้วถอนหายใจเล็กน้อยพลางถามผมกลับว่า
คำตอบ : ก็ต้องถามต่อว่ากลัวอะไร กลัวเหตุการณ์ความไม่สงบหรือกลัวเสียชีวิต ขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมนับถือศาสนาคริสต์ ผมเชื่อว่าพระเจ้าย่อมมีหนทางให้แต่ละคนเดินต่างกันไป จุดสิ้นสุดก็ย่อมต่างกันไปด้วย ดังนั้นหากเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ผมอยู่กรุงเทพก็อาจเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนก็ได้ครับ ผมคิดว่าคนเราเกิดมาก็ตายได้ครั้งเดียว จะตายอย่างไรต่างหากที่สำคัญ หากเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้ผมเสียชีวิตในหน้าที่เนื่องจากรับใช้ประเทศชาติและราชนาวี ก็ถือเป็นเกียรติแก่ตัวผมและครอบครัวครับ ผมจึงไม่กลัวครับ”
ฟังคำตอบของนายทหารนาวิกโยธิน ยศเรือโทคนนี้แล้วทำให้ตื้นตันใจ ขอบคุณพระที่โลกเรายังมีคนดีคนกล้าหาญ เช่นนี้ ที่ยอมสละความสุขส่วนตัว เสียสละมาทำงานให้แก่สังคมที่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค การขัดแย้ง การใช้กำลัง.....
.....พวกเราสมาชิกกลุ่มแบ่งปันพระวาจาฯ ขอรวมจิตใจภาวนาต่อพระเจ้า โปรดประทานความคุ้มครองแก่เรือโท ผู้กล้าหาญคนนี้และทีมแพทย์ของเขา ให้ทำหน้าที่โดยพ้นภัยอันตรายต่างๆ และกลับสู่ครอบครัวโดยสวัสดิภาพ
(หมายเหตุ : เรือโทนาวิกโยธิน ท่านนี้เป็นแพทย์และเป็นลูกชายคนโตของสมาชิกแบ่งปันพระวาจาของเราท่านหนึ่งที่กำลังปฎิบัติหน้าที่ในจังหวัดนราธิวาส)
( 0 Votes )













