พระวาจา : ภาษาพระเจ้า
เอเฟซัส 4: 17-24
ข้าพเจ้าขอพูดและย้ำเตือนท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า อย่าดำเนินชีวิตโดยไร้ความคิดดังที่คนต่างศาสนากระทำกันอีกต่อไป เขาเหล่านั้น มีความคิดมืดมัว ความโง่เขลา และจิตใจแข็งกระด้างทำให้เขาอยู่ห่างจากวิถีชีวิตของพระเจ้า เขาไม่รู้สึกว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก จึงปล่อยตัวในความลามก กระทำการน่าบัดสีทุกอย่างโดยไม่รู้จักอิ่ม แต่ท่านมิได้มารู้จักพระคริสตเจ้าเท่านั้น ท่านได้ฟังเรื่องราวและรู้จักองค์พระคริสตเจ้าตามความจริงที่ปรากฎอยู่ในพระเยซูเจ้าแล้ว ท่านจงถอดสภาพมนุษย์เก่า เลิกประพฤติเลวทรามตามราคะตัณหาที่หลอกให้หลงไป จงมีจิตใจและความรู้สึกนึกคิดอย่างใหม่ จงสวมใส่สภาพมนุษย์ใหม่ซึ่งพระเจ้าทรงเนรมิตให้เหมือนพระองค์ มีความชอบธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากความจริง

พระวาจา : ภาษาพระเจ้า
คำพูด : ภาษามนุษย์ (ตอนที่ 1)
ในชีวิตประจำวันของมนุษย์แต่ละคน เราคงหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ได้นั่นคือ “การพูดจา” “การสื่อข้อความ”
“การสนทนา” การใช้คำพูด วาจา (words) ของเรานี้ทำให้ผู้ที่เราพูดคุยด้วย ได้เข้าใจถึงความคิดของเรา ความต้องการ ความปรารถนาของเรา จาก “คำพูด” คำหนึ่งของคนคนหนึ่ง นำมาซึ่ง “ความเข้าใจ” ให้อีกคนหนึ่งได้ (เพราะเหตุนี้
“คำพูด” (words) ในภาษากรีก LOGOS จึงหมายถึง “คำพูด” และ “เหตุผล” (reason) ด้วย) คำพูด การคุย
การสนทนาจึงเป็นพระพรสำคัญประการหนึ่งที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์
ความจริง คำพูด/ การพูด นี้ มาจากพระเจ้านับแต่เริ่มต้น:
………..พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง”.....................เป็นวันแรก (ปฐก. 1:3)
………..พระเจ้าตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ...........เป็นวันที่สอง (ปฐก. 1:6)
.............แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ตามอย่างของเรา”........
และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง..............ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็น และเวลาเช้าเป็นวันที่หก (ปฐก. 1:26)
และนี่เป็น “ปฐมพระวาจา” ที่พระเจ้าทรงตรัสกับสิ่งสร้าง และกับมนุษย์คู่แรกของมนุษยชาติ และ เพราะด้วย
“คำพูด”/ “พระวาจา” ของพระองค์นี่เอง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดขึ้น จึงเป็นอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปตามน้ำพระทัย และพระญาณสอดส่องของพระองค์ด้วย “พระวาจา” ของพระองค์ที่ตรัสทันทีหลังการ “ล้ม” (The Fall) ของบิดามารดาเดิม:
..............พระเจ้าจึงตรัสแก่งูว่า “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและ
พงศ์พันธ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก..........” (ปฐก. 3:15)
และด้วยความรักของพระเจ้าที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (เพราะพระเจ้าเป็นความรัก Deus Caritas Est) พระวจนาตถ์ (The Word) ของพระเจ้า พระบุตรพระบุคคลที่สองในพระตรีเอกภาพจึงได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อยู่ท่ามกลางเรา (Emmanuel) เพื่อไถ่กู้มนุษยชาติตามพระสัญญาที่ให้แต่ปฐมกาล พระเยซูทรงดำเนินชีวิตมนุษย์เยี่ยงมนุษย์ที่แท้จริง เมื่อพระองค์ยังเป็นทารก ยังเป็นเด็ก พระองค์อยู่ในความดูแลการเลี้ยงดูของพระมารดา และ นักบุญยอแซฟ เมื่อเติบใหญ่พระองค์ทรงเรียนรู้ถึงชีวิตมนุษย์ ถึงวิถีการดำเนินชีวิต การทำมาหากินตลอดจนสถานภาพของชุมชน และ สังคม ชีวิตมนุษย์ของพระเยซูเป็นชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงก็เพราะพระองค์ (พระเยซู) ต้องการที่จะ “พูด” กับมนุษย์จากความเป็นมนุษย์ “อย่างแท้จริง” ของพระองค์นับแต่บทบาทแรกในการไถ่กู้มนุษยชาติ
“ยามว่าง ‘พระองค์’ เดินตาม ‘คุณแม่’ ออกนอกบ้าน ชมทิวทัศน์ชนบท
มองดูทุ่งนาข้าวสาลีที่ทอดแผ่ไปข้างหน้าจนสุดขอบฟ้า รวงข้าวชูสูงตระหง่านเล่นลม
ไหวไปมา..........’คุณแม่’ อธิบายว่า นี่คืออาหารประจำวัน.................ชีวิตของ
ต้นข้าวเริ่มจากเมล็ดข้าวต้องเน่าเปี่อย ต้องตายก่อน จึงจะงอกงามออกเป็น
ต้นข้าวได้ ออกรวง ออกผล เป็นเมล็ดข้าวเต็มรวงบ้าง ครึ่งรวงบ้าง........
เมื่อถึงเวลาถูกเก็บเกี่ยวเป็นอาหาร เมล็ดข้าวเหล่านี้ก็ถูกบด ถูกโม่เป็นแป้ง
ถูกตวงนำมาผสม น้ำ ผงฟู ถูกนวด ผึ่งลม เข้าเตาอบ ผลที่ได้ก็เป็นขนมปัง
เป็นอาหารของมนุษย์.........คำเหล่านี้ของ ‘คุณแม่’ ประทับใจ ‘พระองค์’’
ทำให้ ‘พระองค์’ รู้ซึ้งถึงชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง”
แต่ในขณะเดียวกัน พระเยซูก็ทรงตระหนักถึงเทวภาพของพระองค์เช่นกัน ดังคำตอบของพระองค์ต่อพระนางมารีอาและนักบุญยอแซฟที่ตามหาพระองค์ท่ามกลางบรรดาอาจารย์:
“คุณพ่อ คุณแม่ ตามหาลูกทำไม? คุณพ่อ คุณแม่ไม่ทราบหรือว่า ลูกต้องอยู่ในบ้านของพระบิดาของลูก?” (ลูกา 2:49)
เมื่อเวลาของพระองค์ (Kairos) มาถึง พระเยซูก็ทรงออกเทศนาประกาศข่าวดี ประกาศพระวาจาของพระเจ้า ให้เรามนุษย์ได้รู้ รู้จัก และรักพระเจ้า พระเยซู “พูด” กับมนุษย์ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงความเป็นมนุษย์ทุกรูปแบบของชีวิต เพราะพระองค์เองได้ทรงดำรงชีพเป็นเวลาสามสิบสามพรรษา เป็นผู้ใหญ่ เป็นมนุษย์ครบบริบูรณ์ : Vivens homo (หมายถึง มนุษย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความจริง นั่นคือ:
- · ชาย/หญิง ที่พระเจ้าสร้างในภาพลักษณ์ของพระองค์
- · ชาย/หญิง ที่พระเจ้ามอบความไว้วางใจให้ดูแลผดุงรักษาโลก สานต่องานสร้างของพระองค์
- · ชาย/หญิง ที่ได้รับพระพร พระหรรษทานต่างๆ จากพระองค์
- · ชาย/หญิง ที่ถูกไถ่กู้จากความเป็นทาสของบาป และฟื้นฟูขึ้นใหม่ด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นบุตรของพระเจ้า
- จาก The Vocation of the Priest :จดหมายของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ สองในโอกาสฉลอง 50 ปีแห่งศีลบรรพชา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1996)
*****************************************************************
- · พระองค์รู้ว่าความทุกข์ทรมานของชีวิตเป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า จะแปลงความทุกข์ ความลำบากยากเข็ญ ของชีวิตเป็นความยินดีให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
- · พระองค์รู้ว่ามนุษย์ต้องทำมาหากิน และ งานอาชีพเป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า วันพักผ่อนแห่งสัปบาโต (วันพระเจ้า Dies Domini)สามารถทำให้วันทำงานศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?
- · พระองค์รู้ว่าความเจ็บป่วยเป็นอย่างไร? โรคเรื้อนเป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า จะช่วยรักษาโรคภัยใข้เจ็บนี้อย่างไร
- · พระองค์รู้ว่าความคิดของคนเป็นอย่างไร? อำเภอใจของคนเป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่าจะพูดโน้มน้าวให้พวกเขาได้สำนึกอย่างถูกต้องอย่างไร?
- · พระองค์รู้ว่าอำนาจของทางโลกเป็นอย่างไร? การกดขี่เป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า จะเยียวยาความเจ็บปวด การสูญเสียความเป็นมนุษย์และรักษาศักดิ์ศรีมนุษย์อย่างไร
- · พระองค์รู้ว่าการต่อสู้ การขัดแย้งเป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า การสร้างสันติจะต้องทำอย่างไร
- · พระองค์รู้ว่าความโหดเหี้ยม ความเกลียดชังของมนุษย์เป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า จะปลูกฝังความรักในหัวใจมนุษย์อย่างไร
- · พระองค์รู้ว่าความตายของมนุษย์เป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่าจะคืนชีวิตให้แก่คนตายอย่างไร
- · พระองค์รู้ว่าการถูกทอดทิ้ง การถูกทรยศเป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า เมื่อเวลามาถึงจะเสียสละมอบชีวิต และให้อภัยอย่างไร
- · พระองค์รู้ว่าการสละตนเองโดยสิ้นเชิง (kenosis) เป็นอย่างไร?
แต่พระองค์ก็รู้ว่า ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่จะกอบกู้มนุษยชาติได้
*******************************
(ยังมีต่อ)
( 0 Votes )













