ตกลงไปในบ่อ
กันดารวิถี 22: 23-30
เมื่อลานั้นเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้าถือดาบยืนอยู่ในหนทาง ลาก็เลี้ยวออกนอกทาง เข้าไปในทุ่งนา บาลาอัมจึงตีลาให้กลับไปทางเดิม แล้วทูตสวรรค์ของพระเจ้ามายืนอยู่ในทางแคบระหว่างสวนองุ่น มีกำแพงทั้งสองข้างทาง เมื่อลาเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้ามันก็ดันไปติดกำแพงหนีบเท้าของบาลาอัมเข้ากับกำแพง บาลาอัมก็ตีลาอีก แล้วทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็เดินไปข้างหน้า ยืนอยู่ในที่แคบ ไม่มีทางที่จะหลีกไปข้างขวาหรือข้างซ้าย เมื่อลาเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้ามันก็หมอบลง บาลาอัมยังคงนั่งอยู่บนหลัง บาลาอัมก็โกรธ จึงเอาไม้เท้าของเขาตีลา แล้วพระเจ้าเปิดปากลา มันจึงพูดกับบาลาอัมว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรแก่ท่าน ท่านจึงได้ตีข้าพเจ้าถึงสามครั้ง” บาลาอัมพูดกับลาว่า “เพราะเจ้าได้แกล้งเรา เราอยากจะมีดาบอยู่ในมือเดี๋ยวนี้ เราจะได้ฆ่าเจ้าเสีย” ลาก็พูดกับบาลาอัมว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ลาของท่าน ที่ท่านขับขี่อยู่ทุกวันตลอดชีวิตจนบัดนี้ดอกหรือ ข้าพเจ้าได้เคยกระทำ เช่นนี้แก่ท่านหรือ” บาลาอัมก็บอกว่า “ไม่เคย”

สมชายอยู่ในเมืองชนบทแห่งหนึ่ง มีอาชีพในการหาวัสดุจากกองขยะที่สามารถนำไปขาย recycle ได้ โดยมีลาหนึ่งตัวเป็นคู่ชีวิตของเขา ทุกค่ำหลังจากรับประทานอาหาร และให้อาหารลาเพื่อนคู่ชีวิตของเขาแล้ว เขาก็จะจูงลาออกไปตามบ้านทุกหลังคาเรือนในเมืองนั้น ทุกคืนสมชายไม่เคยผิดหวังเลยในการที่จะค้นหาวัสดุที่สามารถนำไปขายได้ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ถือว่าเป็นรายได้ที่ค่อนข้างเลี้ยงตัวเองได้ แถมพอมีเหลือสะสมทำให้ชีวิตของสมชายดีขึ้น และผู้ที่ทำให้สมชายมีฐานะดีขึ้นไม่ใช่ใครอื่นไกลเลยนอกจากลาของเขาเอง ที่ทุกคืนจะแบกกระสอบหลายกระสอบบนหลังของมัน กระสอบหนึ่งจะเป็นขวดแก้ว อีกกระสอบเป็นวัสดุพลาสติกต่างๆ กระสอบที่สามเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ประจำวันที่ถูกโยนทิ้งลงถังขยะ กระสอบนี้ค่อนข้างหนักหน่อย ส่วนกระสอบสุดท้ายก็เป็นของจิปาถะที่สมชายเลือกจากขยะที่พอจะนำไปขายได้ ลาตัวนี้ทำงานอย่างซื่อสัตย์และไม่เคยบ่นเลย
เวลาผ่านไปหลายปี สมชายไม่ต้องออกไปหาของจากกองขยะแล้ว เพราะเขาสามารถเปิดร้านรับซื้อของจากกองขยะที่เพื่อนๆ ที่ยังคงยึดอาชีพเก่าของเขาไปคัดเลือกและนำมาขายให้เขา สมชายสามารถรวบรวมของ recycle เหล่านี้ได้จำนวนมากโดยเขาไม่ต้องอดนอนตอนกลางคืนไปค้นหาเองแล้ว และยังสามารถนำไปขายต่อกับโรงงานได้รายได้ดีจนมีเงินเหลือมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ลาของเขาตกงานไม่ต้องแบกของบนหลังของมันแล้ว สมชายก็เริ่มคิดว่า จะนำลาของตนไปให้ใครดี
วันหนึ่ง ลาของสมชายบังเอิญเดินพลาดตกลงในบ่อข้างถนน เพื่อนๆ รีบมาบอกสมชาย แต่แทนที่จะตกใจ
สมชายกลับคิดว่านี่เป็นโอกาสที่เขาจะขจัดลาของเขาทิ้งได้ จึงรีบนำจอมเสียมไปที่บ่อแล้วขุดหินดินทรายรอบปากบ่อโยนลงไปในบ่อหวังจะฝังลาทั้งเป็น ลาที่อยู่ข้างล้างก็สงสัยว่า ทำไมนายของตัวเองจึงทำเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่หินดินทรายถูกโยนลงไปในบ่อและกองอยู่บนหลังของมัน ลาก็คิดในใจว่า มันจะไม่ยอมให้หินดินทรายมาฝังมันไว้ในบ่อ มันจึงสลัดหินดินทรายเหล่านั้นให้ร่วงลงบนพื้นบ่อ เป็นเช่นนี้ไปหลายชั่วโมง ด้านข้างบน นายของมันก็คิดในใจว่า ตอนนี้ลาของตนคงถูกฝังไปครึ่งตัวแล้ว ส่วนในบ่อข้างล่าง ลาก็กลับคิดว่านายของมันยังขยันช่วยมันโดยการตักหินดินทรายลงมาให้มันเพื่อถมให้บ่อสูงขึ้นโดยไม่ลดละ และเป็นเช่นนั้นจริง เพราะขณะนี้พื้นบ่อสูงขึ้นกว่าครึ่ง พ้นระดับน้ำแล้ว สมชายยังคงขุดหินดินทรายโยนลงไปในบ่อต่ออีกหลายชั่วโมง โดยไม่กล้ามองลงไป เพราะตัวเขาเองไม่กล้าสบตากับลาที่รับใช้เขามานานหลายสิบปีช่วงที่เขายังยากจนอยู่
แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกจนถึงตอนเย็น เขาก็ต้องประหลาดใจที่เห็นหัวของลาโผล่ขึ้นมาพ้นปากบ่อ
พร้อมรอยยิ้ม คล้ายๆ กับจะบอกสมชายว่า “ขอบใจนายที่เอาดินถมบ่อให้สูงขึ้นจนผมขึ้นมาได้แล้ว!!!?
ข้อคิดจากเรื่องเล่านี้:
- การตกลงไปในบ่อ หมายถึง เหตุการณ์ร้ายในชีวิตที่ต้องรับโดยดุษณีภาพ
- หินดินทรายที่ถูกโยนลงไปในบ่อ กระแทกหลังของลา หมายถึง ความทุกข์ยากลำบากของชีวิตเรา
- ถ้าเราหมดอาลัยตายอยากกับความทุกข์ทรมาน กับอุปสรรคชีวิตเหล่านี้ มันก็จะเป็นเหมือนหินดินทรายที่ทับถมอยู่บนตัวเรา และฝังเราในที่สุด
- แต่ถ้าเรามีความเชื่อ ความไว้ใจในพระเจ้า เราก็จะไม่ยอมให้ความทุกข์ยากของชีวิตมาครอบงำจิตใจของเรา ไม่ให้มันสะสมอยู่ในความคิด ในสมอง ในจิตใจ ของเรา เราต้องขจัดมันให้หลุดออกจากจิตใจทุกครั้ง ความทุกข์ยากของชีวิตเหล่านี้เมื่อถูกสลัดทิ้งจากตัวเรา ก็เปรียบเสมือนหินดินทรายที่ถูกทิ้งทับถมอยู่บนพื้นบ่อ ทำให้บ่อตื้นขึ้น เป็นฐานให้เรายืนได้สูงขึ้นพ้นขอบบ่อ ช่วยให้เรารอดพ้นจากการจมน้ำตายในบ่อหินดินทราย (ความทุกข์ยากของชีวิต) ได้ ทำให้เรามีประสบการณ์กับปัญหาต่างๆ รู้จักตรึกตรอง มีความสุขุมรอบคอบ ช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาเอาตัวรอดได้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
- ในชีวิตจริงเราคงเคยได้พบคนประเภทเดียวกับสมชายบ้างไม่มากก็น้อย ขอให้เราใช้วิจารณญาณในการเป็นเพื่อนและในการรับใช้เขาให้ดีๆ และตัวเราเองก็ต้องไม่เป็นอย่างเช่นสมชายในเรื่องเล่านี้
********************************
เรื่องเล่า
นักบุญ ยวง มารีอา เวียนเน ขณะเป็นนักเรียนถูกคุณครูตำหนิว่า เป็นนักเรียนโง่เขลาเปรียบเสมือน “ลา”
แต่นักบุญ เวียนเน ก็ตอบคุณครูไปว่าในพระคัมภีร์เดิม แซมซันสามารถใช้กระดูกกรามของลาในการกำจัดศัตรูชาวฟิลิสตินถึง 300 คน แล้วทำไมพระเจ้าจะไม่สามารถใช้ “ลาทั้งตัวนี้” (หมายถึง นักบุญเวียนเน เอง) ในการบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้าเอง
( 0 Votes )













