ชีวิตจิต – แนวทางแห่งชีวิตภายใน
ยน. 11: 9-10
พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า“วันหนึ่งสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ?
ถ้าใครเดินเวลากลางวันก็ไม่สะดุด
เพราะเห็นแสงสว่างของโลกนี้
แต่ถ้าใครเดินเวลากลางคืน ก็สะดุด
เพราะเขาไม่มีแสงสว่างเพื่อนำทาง”

ชีวิตจิต – ชีวิตภายใน – แนวทางแห่งชีวิตภายใน (Spirituality)
ด้วยการปฏิบัติ ฝึกฝน การพินิจ แยกแยะ ตัดสินใจ (discernment) เป็นกิจวัตรประจำเช่นนี้แล้วก็เป็นการวาง “แนวทางแห่งชีวิตภายใน” (spirituality) ของเราด้วย
ชีวิตประจำวันของเรา ที่ดำเนินไปทุกวัน วันแล้ววันเล่า ถึงแม้อาจจะจำเจซ้ำซากทุกวันก็ตาม ก็จะมีคุณลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นด้วยพระพรของพระเจ้า นั่นคือ.-
- การดำเนินชีวิตของเรา เป็นไปตามการดลใจของพระจิตเจ้า
- เรานอบน้อมเชื่อฟังเสียงดลใจของพระจิตเจ้านี้ ที่ทำให้เรารู้จักน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้า
- เราเดินตามองค์พระเยซูคริสตเจ้า ผู้ทรงยากจน ถ่อมพระองค์ และทรงแบกไม้กางเขน
-การดำเนินชีวิตเยี่ยงนี้ ทำให้ความเชื่อของเรามั่นคง ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความหวัง (hope) และ ความรัก (love) ต่อเพื่อนมนุษย์
ศัพท์คำแปลภาษาไทยคำนี้ “แนวทางแห่งชีวิตภายใน” ได้มาจาก คุณพ่อ โมลิ่ง สงฆ์คณะเยซูอิตผู้ที่อุทิศชีวิตให้แก่คริสตชนไทยจนถึงบั้นปลายชีวิตของท่าน คุณพ่อโมลิ่ง ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า
“ที่ว่า “ภายใน” ก็เพราะ spirituality เป็นเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ.......
การแสวงหาความจริง การยึดถือความจริง และการกำกับชีวิตของตนตามความเป็นจริงนั้น จะเรียกร้องให้ทำเป็นส่วนสำคัญของ spirituality…….
……..”ชีวิตภายใน” ไม่ได้หมายถึงชีวิตตามธรรมชาติมนุษย์ แต่ชีวิตพระหรรษทานซึ่งหมายถึงชีวิตในพระจิตเจ้า”
คุณพ่อได้สรุปตอนท้ายว่า “แนวทางแห่งชีวิตภายในของเราจะออกมาในรูปแบบใดก็ขึ้นอยู่กับการดลใจของพระจิต และการตอบสนองของตัวเราเองอย่างอิสระเสรี แนวทางจึงแตกต่างกัน”
(จากบทความแนวทางแห่งความรัก” โดยคุณพ่อ ออกัสติน โมลิ่ง S.J. จากหนังสือ “อิสระ” ฉบับที่ 3 พฤษภาคม-มิถุนายน 2546/2003)
ชีวิตจิต (spirituality) คือชีวิตที่มีจิต ที่ตื่นอยู่เสมอ เป็นชีวิตที่ไม่ถูกครอบคลุมด้วยภาพลวงตา การหลอกหลอน (illusions) ชีวิตจิตไม่ถูกครอบงำด้วยเหตุการณ์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งบุคคล ชีวิตจิต
หมายถึง ชีวิตที่ค้นพบ “ขุมทรัพย์” ในตัวเอง นั่นคือ ชีวิตพระหรรษทาน ชีวิตพระเจ้าในตัวเรา ชีวิตของเราในแต่ละวันที่มีชีวิตชีวา ย่อมเป็นชีวิตที่มีความรู้สึกด้วย (feeling) ความรู้สึกนี้มีสอง ประเภทคือ ความรู้สึกของโลก (feeling of the world) และ ความรู้สึกของวิญญาณ/ ชีวิตจิต (feeling of the soul)
เมื่อเราประสบชัยชนะ เราได้รับความสำเร็จจากกิจการงาน เราเอาชนะการต่อรอง เราได้รับเลื่อนขั้นเป็นนายคนมีอำนาจมากขึ้น........เรามีความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ......นี่เป็นความรู้สึกตามประสาโลก (feeling of the world)
……..เมื่อเรากำลังทำสิ่งที่ตนรัก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ทำสวน งานอดิเรก ดูภาพยนตร์ ฟังดนตรี สนุกสนานพูดคุยกับเพื่อนฝูง กับ สามี/ ภรรยา/ ลูกๆ หัวเราะ หยอกล้อ ขำขัน .......เรามีความสุข
ความยินดี ความสนิทสนม อิ่มเอิบใจ........นี่เป็นความรู้สึกของหัวใจของจิตใจ (feeling of the soul/ heart)
ความรู้สึกแรก (ความรู้สึกตามประสาโลก – feeling of the world) เป็นความรู้สึกที่มีความสัมพันธ์ ถูกครอบงำโดยสังคม ความเป็นอยู่ของสังคม จึงทำให้เราไม่เป็นอิสระ เราถูกสังคมควบคุม ครอบงำโดยไม่รู้ตัว
เพราะเหตุนี้ความรู้สึกตามประสาโลกจึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แรกๆ มีความรู้สึกเป็นสุข แต่ความสุขนี้ไม่ยั่งยืน
เป็นความตื่นเต้นมากกว่า แล้วกลายเป็นความว่างเปล่า และกลายเป็นความกังวลในที่สุด
ส่วนความรู้สึกประการหลัง (ความรู้สึกตามหัวใจ ตามชีวิตจิต – feeling of the heart/ soul) เป็นความรู้สึกที่หยั่งรากลึกบนความเป็นอิสระ (freedom) ไม่ยึดเหนี่ยวกับอิทธิพลใดภายนอกของสังคม
เป็นความรู้สึกที่ชื่นชมกับสิ่ง สภาพเหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้น เป็นการดำเนินชีวิตด้วยชีวิตจริงอย่างมีชีวิตชีวา (living the life with enthusiasm; enthusiasm จาก en + Theos = ใน + พระเจ้า) จึงเป็นความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างบริสุทธิ์ อย่างแท้จริง เห็นความสวยงาม เห็นความดีงามในทุกคน ในทุกสิ่ง ในทุกเหตุการณ์
และนี่คือความสุขในชีวิตจิต และนี่เป็น “แนวทางแห่งชีวิตภายใน” (spirituality).
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจที่แยกแยะความสุขแบบประสาโลก (feeling of the world) กับความสุข
ชีวิตจิต (feeling of the soul) เล่าว่า มีกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเดินทางในรถบัสเต็มคัน สถานที่ท่องเที่ยว
มีภูมิทัศน์สวยงามมาก ภูเขาเรียงรายเป็นทิวแถวยาวสวยงาม ต้นไม้เขียวขจีตลอดทาง ดอกไม้ใบหญ้าชูสีสัน อวดความสวยงามน่าชื่นชม แต่ผู้โดยสารกลับไม่สนใจ กลับรูดม่านหน้าต่างรถบัสปิดทิวทัศน์หมด และมัวแต่พูดคุยอวดความสามารถ ความเก่ง ความฉลาดของตน มีการแย่งที่นั่งที่มีเกียรติกว่า ที่สบายกว่าในรถบัส มีการอวดความสวยของตน และของเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่ มีการอวดความร่ำรวยของธุรกิจของตน ฯลฯ และเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ตลอดทางจนกระทั่งรถบัสถึงจุดหมายปลายทาง และแล้วทุกคนก็ลงจากรถบัสด้วยท่าทางที่อ่อนเพลีย บางคนถึงกับเมารถ และต่างก็ถามกันและกันว่า วิว ทิวทัศน์ของภูมิประเทศที่เราเดินทางผ่านมานั้นสวยงามมากน้อยแค่ไหน........แต่ละคนต่างก็มองตากัน และ..........ไม่มีคำตอบจากใครเลย
(จากบท Spirituality ในหนังสือ Walking on Water ของ Fr. Anthony de Mello SJ; The Crossroad Publishing Co., New York, 1998)
ชีวิตของเราบนโลก ก็เปรียบเสมือนกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เช่นกัน ขึ้นอยู่ที่เราแต่ละคนจะเลือกชมวิว (feeling of the soul – ชีวิตจิต – spirituality) หรือมัวแต่พูดคุยเกทับกันในรถ แถมปิดม่านหน้าต่างรถด้วย (feeling of the world)
( 0 Votes )













