นักธุรกิจคาทอลิกกับจริยธรรม 6
โดย กีรติ บุญเจือ
เมื่อวานได้รับจดหมายจากวารสารแสงธรรม ขอให้เขียนเรื่องปรัชญากับการอภิบาล ทีแรกรู้สึกขำอยู่ในใจ มันจะไปกันได้อย่างไร พลันก็ได้ยินเสียงกระซิบในใจว่า “พระสมณสาสน์ศรัทธากับเหตุผล” บอกว่า ปรัชญาเป็นกระแสเรียกที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระศาสนจักร ถ้าอย่างนั้นก็ต้องใช้อภิบาลได้ หวนนึกไปถึงปรัชญาที่กำลังสอนอยู่ขณะนี้ในมหาวิทยาลัย ก็บอกอยู่ว่าปรัชญาทันสมัยล่าสุดขณะนี้คือปรัชญาหลังนวยุค (postmodern) “หากเข้าใจให้ซาบซึ้งถึงแก่นแท้ของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแล้ว มันเป็นทั้งการรู้จักตัวเอง (อภิปรัชญา) รู้จักผู้อื่น (ญาณปรัชญา) การพัฒนาตน (จริยศาสตร์) และภาวะผู้นำ (บริหารธุรกิจ) เบ็ดเสร็จอยู่ในตัว” ไม่ต้องเรียนแยกเป็นส่วนๆ เหมือนยาขนานเดียวรักษาหมดทุกโรค หรืออุดมการณ์เดียวใช้แก้ปัญหาทุกอย่าง หรือกุญแจดอกเดียวไขได้หมดทุกประตู ดังคติของนักปรัชญาอาคเขิม (William of Occam 1285 - 1349) แห่งคณะแฟรงสิสเขิน) ผู้บุกเบิกสำคัญคนหนึ่งของปรัชญาหลังนวยุคที่กล่าวไว้ว่า “อย่าทำเรื่องมากโดยไม่จำเป็น” (Not to multiply without necessity) หลักการนี้เรียกมาจนทุกวันนี้ว่า มีดโกนของอาคเขิม (Occam’s Razor)
คำว่า “หลังนวยุค” เป็นคำใหม่ เพิ่งจะติดปากนักปรัชญาแค่ 40 ปีมานี้เอง เพื่อจะวิจารณ์และล้มล้างความคิดเดิมก่อนหน้าที่เป็นความคิดแบบนวยุค (modernism) จึงคิดคำตรงข้ามเป็นหลังนวยุคเพื่อบอกว่า ความคิดแบบนวยุคหรือคิดแบบวิทยาศาสตร์ขึ้นสมองนั้นมันล้าสมัยแล้ว ความจริงพระศานจักรคัดค้านความคิดแบบนวยุคหรือวิทยาศาสตร์ขึ้นสมองเรื่อยมา แต่ไม่ได้ใช้คำ “หลังนวยุค” อย่างที่นิยมใช้กันทุกวันนี้ คงเรียกตามแบบของเราว่าความคิดตามพระวรสาร ซึ่งทันสมัย (เป็นหลังนวยุค) อยู่ตลอดกาล
พระสังคายนาวาติกันครั้งแรก (ค.ศ.1869 - 70) ได้ประกาศต่อต้านลัทธินวยุคนิยม (วิทยาศาสตร์ขึ้นสมอง) อย่างเป็นทางการ แต่ไม่ทันได้เสนอคำสอนเชิงบวกก็ต้องรีบปิดการประชุม เพราะทัพกู้ชาติอิตาลีบุกเข้ายึดกรุงโรมและจะจับตัวพระสันตะปาปาขณะนั้นเป็นตัวประกัน (ปีโอที่ 9) จึงต้องรอถึงสังคายนาวาติกันที่ 2 (ค.ศ.1962 - 5) ถึงได้ประกาศนโยบายจิตตารมณ์แห่งพระวรสารอย่างทันสมัย โดยมีพระสงฆ์นักคิดแบบหลังนวยุคเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการร่างและตรวจตราเอกสารต่างๆก่อนเสนอให้ที่ประชุมรับรอง คือ คุณพ่ออองรีเดอลูบัค (Henrii de Lubac) คณะเยสุอิต และคุณพ่ออิฟส์ คองการ์) (Yves Congar) คณะดอมีนิเคิน หลังสังคายนาพระสันตะปาปาจอห์พอลที่ 2 ทรงสถาปนาเป็นพระอัครสังฆราชและคาร์ดินัลในเวลาเดียวกัน แต่คุณพ่อทั้งสองแสดงสปิริตหลังนวยุคโดยขออนุญาตเป็นคาร์ดินัลโดยยังคงเป็นพระสงฆ์ตามเดิมจนสิ้นชีวิต และก็ได้รับอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ
หลังสังคายนาเพียง 5 ปี นักปรัชญาฝรั่งเศสก็รณรงค์ลัทธิหลังโครงสร้าง (poststructuralism) หรือลัทธิหลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodernism) ซึ่งไม่ใช่จิตตารมณ์ของพระวรสาร 10 ปีต่อมาสหรัฐอเมริกาปรับเป็นลัทธิหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) ซึ่งอยู่ในแนวทางของพระสังคายนาวาติกันที่ 2 มหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอเมริกาจึงรับเป็นนโยบายพัฒนาและเผยแพร่ ผมโชคดีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ส่งผมไปศึกษากระแสความคิดนี้พอดีในขณะที่พระสันตะปาปาจอห์นพอลที่ 2 ออกสมณสาสน์ศรัทธากับเหตุผล ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาการใช้สมณสาสน์ จึงได้รู้ว่าปรัชญานี้เป็นคำสอนของพระเยซูเจ้ามาแต่แรก และนักปรัชญาปัจจุบันกำลังนำไปขยายผลเพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาคนรุ่นโลกาภิวัตน์ บางกลุ่มก็ขยายผลเลยเถิด บางกลุ่มก็ขยายผลไม่ถึงจุดอันพึงประสงค์ พระศาสนจักรคงรักษามาตรฐานสายกลาง
ถึงเวลาที่ผู้มีกระแสเรียกเข้าถึงจุดโอเมกาของเรื่องนี้ จะขยายผลออกเป็นการอภิบาลที่ทันสมัยอยู่เสมอ เรื่องนี้ต้องขยายความ
กีรติ บุญเจือ ศาสตราจารย์และราชบัณฑิต อดีต สนช. อดีตหัวหน้าภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตคณบดีคณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญและมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ประธานโครงการปริญญาเอกปรัชญาและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ประธานบรรณาธิการจัดทำสารานุกรมปรัชญาของราชบัณฑิตยสถาน สอบถามเรื่องปรัชญา โทร.086-0455299.
( 1 Vote )












