aug 4

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 18 ธันวาคม 2014 ยน. 9: 1-3

.......ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินผ่านไป พระองค์ทอดพระเนตร
คนตาบอดแต่กำเนิดคนหนึ่ง บรรดาศิษย์ทูลถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์
ใครทำบาป ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด?”
พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า “มิใช่ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป
แต่เขาเป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้กิจการของพระเจ้า ปรากฎในตัวเขา”

 

 

แบ่งปันพระวรสาร วันที่ 18 ธันวาคม 2014 


ความเร้นลับ (enigma) ของชีวิตข้อหนึ่งไม่ใช่เรื่องความทุกข์ทรมาน (suffering) แต่เป็นเรื่องความตกทุกข์ยาก
ลำบาก (affliction) สำหรับความทุกข์ทรมาน (suffering) เราคริสตชนพอที่จะเข้าใจว่า นี่เป็นผลของบาปกำเนิดและ
บาปของพวกเรากันเอง รวมทั้งบาปของสังคม (social sin)

แต่สำหรับความตกทุกข์ยากลำบาก (affliction) บ่อยครั้งเราไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
และมันเกิดขึ้นทำไม?
- คนบริสุทธิ์ถูกศาลพิพากษาเป็นคนผิด ถูกจำคุก
- บุคคลที่สามถูกลูกหลง ถูกยิงตาย
- รถคันอื่นขับอย่างประมาทมาชนเรา เราได้รับบาดเจ็บสาหัส
- เกิดสงคราม ครอบครัวหนีสงคราม เด็กเยาวชนล้มตาย
- ป่วยเป็นมะเร็ง รักษาไม่หาย
- บ้านถูกไฟไหม้ ไม่มีที่อยู่อาศัย
- โรคระบาด ติดเชื้อ ถูกกักตัวรักษาในโรงพยาบาล
ฯลฯ ฯลฯ

ต้นเหตุของเหตุการณ์ร้ายๆ นี้มาจากไหน ทำไมจึงเกิดขึ้นกับตัวเรา ทำไมจึงเกิดกับคนดี คนบริสุทธิ์ กับเด็กไร้
เดียงสา ฯลฯ นี่เป็นคำถามโลกแตกที่เราไม่สามารถหาคำตอบได้....... และยังมีคำถามพ่วงท้ายมาอีกว่า และ
“ทำไมพระเจ้าจึงปล่อยให้เหตุการณ์ร้ายๆ ความตกทุกข์ยากลำบาก (affliction) นี้เกิดขึ้นกับเราได้?”
.....พระเจ้าอยู่ที่ไหน? ความคิดอาจจะพานำไปถึงคำถามที่ว่า “มีพระเจ้าหรือเปล่า”

และมีสิ่งแปลกในชีวิตที่เราอาจจะสังเกตเห็น นั่นคือ ความตกทุกข์ยากลำบากนี้บ่อยครั้งมันพาเพื่อนมากัน
เป็นแถว จนมีคำพังเพยอังกฤษกล่าวไว้ว่า “Misfortunes never come singly – ความโชคร้ายไม่เคยมาครั้งเดียว”
ซึ่งตรงกับข้อสังเกตของสัตวแพทย์ที่เห็นไก่ที่ถูกตัวอื่นใช้จงอยปากจิกจนบาดเจ็บ มักจะถูกไก่ตัวอื่นๆ รุมทำร้ายตาม
ไปด้วย และเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วย เราคงอาจจะสังเกตเห็นว่าเมื่อคนใดคนหนึ่งตกทุกข์ยากลำบาก
เรามักจะหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนๆ นั้นอย่างจังหน้า ทั้งๆ ที่เรามีความคิดสงสารเขา (ปฏิกิริยาเช่นนี้เกิดขึ้นใต้สำนึก)

ในประวัติศาสตร์ไม่ใช่เราคนเดียวที่ส่งเสียงร้องครวญต่อพระเจ้า ก่อนหน้านั้นมีเสียงร้องครวญนี้มากมายเช่นกัน

1 พงศ์กษัตริย์ 17: 18 : โอ คนของพระเจ้า เจ้าข้า ฉันมีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับท่าน ท่านได้มาหาฉัน
เพื่อฟื้นให้ทรงระลึกถึงความผิดของฉัน และกระทำให้บุตรของฉันตาย

2 พงศ์กษัตริย์ 4: 27 : และเมื่อนางมายังภูเขาถึงคนแห่งพระเจ้าแล้ว นางก็เข้าไปกอดเท้าของท่าน
เกหะซีจึงเข้ามาจะจับนางออกไป แต่คนแห่งพระเจ้าว่า “ปล่อยเขาเถอะ
เพราะนางมีใจทุกข์หนัก และพระเจ้าทรงซ่อนเรื่องนี้จากฉัน หาได้ตรัสสำแดง
แก่ฉันไม่” ....../3
แบ่งปันพระวรสาร วันที่ 18 ธันวาคม 2014 

โยบ 30: 16-20 : บัดนี้จิตใจของข้าก็ละลายไปด้วยความเศร้าสลด วันแห่งความทุกข์ใจยึด
ตัวข้าไว้.... ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ และพระองค์หาทรงตอบข้าพระองค์ไม่
ข้าพระองค์ยืนขึ้นและพระองค์หาทรงมองไม่

2 พงศาวดาร 36: 19-20 : และเขาเผาพระนิเวศของพระเจ้า และพังกำแพงเยรูซาเลมลง และเอาไฟ
เผาวังของเมืองนั้นเสียสิ้น..... และบรรดาผู้ที่รอดจากดาบนั้น พระองค์ทรงให้
กวาดไปเป็นเชลยยังบาบิโลน

มธ. 15: 22 : ทันใดนั้นหญิงชาวคานาอันคนหนึ่งจากเขตแดนนี้ร้องว่า “โอรสกษัตริย์ดาวิด
เจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วยเถิด บุตรสาวของข้าพเจ้าถูกปีศาจสิงต้อง
ทรมานมาก”

มก. 15: 34 : ครั้นถึงเวลาบ่ายสามโมง พระเยซูเจ้าทรงร้องเสียงดังว่า “เอโลอี เอโลอี ลามา
ซาบั๊ก ทานี?” ซึ่งแปลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์จึงทรง
ทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า?”

สภาพตกทุกข์ยากลำบากดูเหมือนลบล้างการประทับของพระเจ้าให้หายไป พระองค์ไม่อยู่ ณ ที่นั่น เหมือนผู้ที่
เรารู้จักที่จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ได้อยู่กับเราต่อไปอีก เหมือนกับแสงสว่างที่ไม่อยู่ในถ้ำที่มืดมิด ความตระหนกตกใจ
ความน่ากลัว มาครอบคลุมวิญญาณของเรา ในช่วงความมืดมิดนี้ไม่มีอะไรให้เรารักได้เลย สิ่งที่ยิ่งน่ากลัวกว่านั้นอีก
ก็คือ เมื่อไม่มีอะไรให้รักแล้ว เกรงว่าวิญญาณของเราจะยุติความรักที่อาจจะยังมีรากเหง้าเหลืออีกเพียงน้อยนิดให้
หมดเลย ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าไม่อยู่จริงๆ เลย พระองค์อันตรธานหายไปเลย

ในสภาพตกต่ำน่าสะพรึงกลัวของวิญญาณเช่นนี้ วิญญาณจำเป็นต้องรั้งความรักนี้ไว้ให้ได้ ต้องให้เมล็ดแห่ง
ความรักยังคงอยู่ในวิญญาณของเราไว้เพื่อหล่อเลี้ยงความรักนี้ไว้ ยังคงหวังท่ามกลางความหมดอาลัยตายอยาก
(hope against hope)

เมื่อเราเผชิญกับความตกทุกข์ยากลำบาก (affliction) นี้ เราควรนำตัวเราเองออก และมองมันห่างๆ (considering it at a distance)….. และรำพึง (meditation) และภาวนา (prayer) ถึงความจริงที่ว่า:-
“พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งด้วยความรัก และเพื่อความรักพระองค์มิได้สร้าง
อะไรเลยที่มิใช่ความรัก ที่มิใช่เป็นหนทางสู่ความรัก พระองค์สร้างความรัก
ในรูปแบบหลากหลายต่างๆ พระองค์สร้างสิ่งสร้างรวมทั้งมนุษย์ผู้เป็นสิ่ง
สร้างประเสริฐสุดให้มีศักยภาพแห่งความรักรอบด้าน รอบตัวที่ไกลที่สุด
ไม่มีใครที่จะมีความรักเยี่ยงพระองค์ได้ พระองค์จึง “เดินหนทางแห่งความรัก”
นี้ที่ยาวไกลที่สุด นั่นคือ “หนทางแห่งการตัดขาดสะบั้นหนทางแห่งความทุกข์
……/4
แบ่งปันพระวรสาร วันที่ 18 ธันวาคม 2014 

สมเพชเวทนา (agony) ยิ่งกว่าความทุกข์ใดๆ อันเป็นความมหัศจรรย์แห่ง
ความรัก (marvel of love) และนั่นคือ “การถูกตรึงกางเขน” (crucifixion)
ขององค์พระคริสตเจ้า ไม่มีสิ่งใด เหตุการณ์ใดที่จะอยู่ห่างจากพระเจ้าเท่ากับ
ผู้ที่ถูกมอบถวาย “ถูกรับเคราะห์แทน” (accursed)”

จักรวาลที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ซึ่งเราเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งเป็นหนทางที่ยาวที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความรัก
ระหว่าง “พระเจ้ากับพระเจ้า” เราเป็นสิ่งสร้างที่อยู่ในระหว่างระยะทางนี้....... ระยะทางที่เราจำต้องเดินต่อไปในชีวิต
ด้วยความรัก แม้จะต้องเผชิญความตกทุกข์ยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม เพราะความตกทุกข์ยากลำบากนี้เป็นอุปกรณ์
ที่จำเป็น (necessary mechanism) ในแผนการณ์พระเป็นเจ้าเป็น Felix Culpa เป็นความผิดที่ยังความยินดีที่ยังให้
Incarnation การบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระบุคคลที่สองต้องบังเกิดเพื่อความรอดของมนุษย์ชาติ...... และในที่สุด ในโลกนี้จะไม่มีอะไรหรือใครเหลืออยู่นอกจากพระเจ้า และผู้ที่นบนอบเชื่อฟังพระเจ้า นบนอบเชื่อฟังจนถึงแก่ชีวิตบนโลกนี้
เพราะฉะนั้นผู้ที่ประสบความทุกข์ยากลำบากจึงควรยินดีที่มีส่วนใน “กางเขน” ขององค์พระเยซูคริสตเจ้า.......

......ทะเลยังดูสวยงามต่อสายตาเราต่อไป ทั้งๆ ที่เรารู้ว่ามันกลืนเรือหลายลำลงสู่ใต้ทะเล....
เมื่อเรานำหนังสือพิมพ์กลับหัวลง เราไม่สามารถอ่านได้ เราเห็นแต่ตัวอักษรที่กลับหัวที่ไม่คุ้นตาเรา แต่เมื่อเรากลับหัว
ขึ้นตั้งตรง เรามิใช่เห็นเฉพาะตัวอักษรเท่านั้น แต่เรายังสามารถอ่านคำอ่านประโยคได้.........

.......เมื่อเราเป็นผู้โดยสารในเรือที่วิ่งท่ามกลางพายุ เรารู้สึกถึงเฉพาะการโคลงเคลงของลำเรือ รวมทั้งอาการ
คลื่นไส้เมาเรือของเรา แต่กัปตันเรือกลับไม่สนใจอาการทางด้านร่างกาย แต่กลับสนใจทิศทางของลม กำลังลม
หินโสโครก กับคลื่น และกระแสน้ำที่โถมเข้าหาเรือ และปรับทิศทางวิ่ง ปรับหางเสือเรือของตนให้รอดจากพายุนี้ให้ได้......

สภาพอุปสรรคต่างๆ นี้ (afflictions – ความตกทุกข์ยากลำบาก) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต เป็นแบบฝึกหัด
ที่จำเป็นของชีวิตบนโลกนี้ ความตกทุกข์ยากลำบากมิใช่ความทุกข์ทรมาน แต่เป็นวิธีการสอนวิธีหนึ่ง เป็นกระบวนการ
ที่น่าอัศจรรย์ของพระองค์ ทุกคนที่ได้สอบผ่านการทดสอบนี้ย่อมลิ้มรสความชื่นฉ่ำของการปลอบโยนของพระองค์ในที่สุด


(สรุปเนื้อหาจาก The Love of God and Affliction โดย Simone Weil
จากหนังสือ Modern Spirituality – An Anthologyedited by John Garvey
Templegate Publishers, Illinois; 1985)


( 0 Votes )ความเร้นลับ
Latest Articles