jan 11
 

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 4 กันยายน 2014 มก. 8: 34
.......พระเยซูเจ้าทรงเรียกประชาชนและบรรดาศิษย์เข้ามา ตรัสว่า
“ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกนึกถึงตนเอง ให้แบกไม้กางเขนของตน
และติดตามเรา

ลก. 9: 62
......พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดที่จับคันไถแล้วเหลียวดูข้างหลัง
ผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมกับพระอาณาจักรของพระเจ้า”

อสย. 12: 2
.......ดูเถิด พระเจ้าเป็นความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะวางใจและ
ไม่กลัว เพราะพระเจ้าทรงเป็นกำลัง และบทเพลงของข้าพเจ้า และพระองค์
ทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้าแล้ว

 

แบ่งปันพระวรสาร วันที่ 4 กันยายน 2014


     วันหนึ่ง ลูกสาวพร่ำบ่นถึงชีวิตอันแสนลำเค็ญให้พ่อฟังว่า เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิต
และปรารถนาที่จะยอมพ่ายแพ้ด้วยความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้และการแข่งขัน ประหนึ่งว่า เมื่อสางปัญหาหนึ่ง
เสร็จสิ้น อีกปัญหาหนึ่งก็ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ

     ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นพ่อครัว จึงเดินนำเธอเข้าไปในครัว จัดแจงต้มน้ำในหม้อสามใบด้วยไฟแรงจนน้ำเดือด
เขาใส่แครอทในหม้อใบแรก วางไข่ลงในหม้อใบที่สอง และตักกาแฟใส่ลงไปในหม้อใบสุดท้าย แล้วปล่อยให้มันต้ม
ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายเลย ฝ่ายลูกสาวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดและหมดความอดทน ทั้งยังสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร
ยี่สิบนาทีผ่านไป.... คุณพ่อก็ปิดเตาแก๊ส ตักแครอทขึ้นมาวางไว้ในชาม นำไข่วางไว้ในชามอีกใบหนึ่ง และตักกาแฟ
ไว้ในชามใบสุดท้าย แล้วหันไปถามลูกสาวว่า.... “ลูกเห็นอะไรบ้าง?” “แครอท ไข่ กาแฟ”..... เธอตอบ
คุณพ่อจึงขอให้เธอสัมผัสแครอท เธอรู้สึกว่ามันนิ่ม แล้วคุณพ่อก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออกก็พบว่า
ไข่นั้นได้ต้มจนสุกแข็ง ท้ายที่สุด คุณพ่อให้ลูกสาวลองจิบกาแฟดู เธอยิ้มและลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น แล้วลูกสาวก็
ถามว่า “นี่หมายความว่าอย่างไรหรือค๊ะคุณพ่อ?”

     คุณพ่ออธิบายว่า เราได้กระทำต่อสามสิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือน้ำเดือด แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกัน
จากเดิมแครอทดูแข็งๆ พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก ส่วนไข่ซึ่งดูแล้วบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆ
คอยห่อหุ้มของเหลวภายใน แต่น้ำเดือดนั้น.... ทำให้ของเหลวกลับแข็งขึ้น ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวของมัน
เมื่อมาเจอน้ำเดือด... เป็นน้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป

      แล้วลูกล่ะเป็นอะไร? คุณพ่อถามลูกสาว
เมื่อมีความทุกข์มาเยือน ลูกจะเตรียมรับมืออย่างไร?
ลูกจะเลือกเป็นแครอท ไข่ หรือ กาแฟ?
แครอทนั้นดูแข็งโป๊ก..... แต่เมื่อเผชิญกับปัญหาความทุกข์ยากนานาก็จะเฉา อ่อนแอ
เปรียบเสมือนเราหมดกำลังต่อสู้กับชีวิต

หรือจะเป็นไข่..... ซึ่งดูเสมือนสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรก
แต่หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก การทะเลาะเบาะแว้ง หรือถูกเลย์ออฟตกงาน
จิตใจอันอ่อนไหวของลูกจะเป็นอย่างไร จะแข็งกระด้างขึ้นหรือเปล่า?

หรือเหมือนเมล็ดกาแฟ เมื่อพบน้ำเดือด ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส..... กาแฟกลับมีรสชาดดีขึ้น
ยามนั้น.... หากลูกเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด นอกจากลูกจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้ว...
ลูกยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นได้ด้วย


แบ่งปันพระวรสาร วันที่ 4 กันยายน 2014

ในชีวิตจริงของเราแต่ละคนคงได้รับ แครอท ไข่ และกาแฟ บ่อยครั้ง อยู่ที่ “ทัศนคติแห่งชีวิต” (attitude of/
in life) ของเราเองที่จะเลือกอะไร..... เชื่อว่าพวกเราคงเลือกได้ถูก:

 

 เราคงไม่อยากเป็นแบบแครอท :


.....เราคงไม่อยากเป็นคริสตชนที่ไม่มีจุดยืนในชีวิต โอนอ่อนตามสังคมที่หนีความจริง
เลี่ยงความเมตตาธรรม ขาดความยุติธรรม
.....ไม่แสดงความเชื่อเยี่ยงคริสตชนที่แท้จริง ปล่อยให้ความทุกข์ยากลำบากของชีวิต
มาครอบงำความเชื่อ จนลืมไปว่ามีพระเจ้าที่แท้จริง
......ไม่กล้าลุกขึ้นยืนเมื่อถูกท้าทายเรื่องความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม
......ความเชื่อไม่ลึกซึ้ง จึงทำให้โอนอ่อนตามกระแสผจญจากสังคม ที่ถูกอิทธิพลแห่งวัฒนธรรม
แห่งความตาย (culture of death) ครอบคลุม นั่นคือ การฆ่าทำลายชีวิต การคุมกำเนิด
การทำแท้ง การุณย์ฆาต
ฯลฯ ฯลฯ

 เราคงไม่อยากเป็นแบบไข่ต้ม :


……เราคงไม่อยากเป็นคริสตชนที่มีหัวใจกระด้าง ไม่เห็นความสวยงามของชีวิต ของสิ่งสร้างต่างๆ
ของพระรอบตัวเรา
.......ปล่อยให้ความทุกข์ยากลำบากของชีวิต เป็นประเด็นชีวิตที่ถามว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน?
.......ยอมให้ความทุกข์ ความเจ็บปวดของชีวิต เปลี่ยนเราให้เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ยอมช่วยคนอื่น
ไม่มีน้ำใจเมตตาสงสาร (compassion) คนอื่น ไม่แบ่งปัน
.......เป็นคริสตชนที่ตาบอด ไม่เห็นองค์พระเยซูคริสต์ในเพื่อน พี่ น้อง รอบตัวเรา
ฯลฯ ฯลฯ



 เราคงอยากเป็นแบบกาแฟ :


…….เราคงเลือกเป็นคริสตชนที่ยอมรับความทุกข์ยากลำบากนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
แบบแยกกันไม่ออก เรายอมทน ยอมรับความทุกข์ต่างๆ นี้ด้วยความเชื่อใน
พระญาณเอื้ออาทรของพระองค์ตลอดเวลา
........ยอมรับด้วยความเชื่อว่า ในความทุกข์ยากของชีวิต มีสิ่งดีงามที่พระเจ้าทรงซ่อนไว้ให้เราค้นหา
และสิ่งดีงามก็คือ คุณธรรมต่างๆ อาทิเช่น คุณธรรมความอดทน ความมุมานะ การยอมรับ
ในความอ่อนแอของมนุษย์ ความสุภาพ ความไว้วางใจ ความหวัง ความยอมจำนนต่อพระองค์
การละวาง การไม่ผูกใจในทรัพย์สมบัติของโลก


แบ่งปันพระวรสาร วันที่ 4 กันยายน 2014 

.......ยอมรับความทุกข์ยากของชีวิต ว่าเป็นการแบกกางเขนชีวิตร่วมกับองค์พระเยซูคริสตเจ้า
เป็นการมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานของพระเยซูที่ไถ่กู้มนุษยชาติ เป็นการใช้โทษบาป
บาปส่วนตัว บาปส่วนรวม บาปสังคม
.......การยอมรับในความทุกข์ยากของชีวิตด้วยความเชื่อของเรา เป็นการละลายตัวเรา ผสมผสานชีวิต
ส่วนตัวของเราร่วมในชีวิตของพระกายทิพย์ขององค์พระคริสตเจ้า (Mystical body of Christ)
นั่นคือชีวิตพระศาสนจักรสากล (The Church) เป็นการรวบรวมคริสตชนทุกคนในชีวิตจิต
ชีวิตของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันในสหพันธ์นักบุญในพระตรีเอกภาพ

และด้วยการเลือกเป็นกาแฟของเราเช่นนี้แล้ว พวกเราก็สามารถที่จะนั่งจิบกาแฟรสหอมกรุ่นกลมกล่อมนี้ได้
อย่างมีความสุข ชื่นชมยินดีในชีวิต ขนาดที่กาแฟจาก Starbucks ก็ดี Coffee World ก็ดี Black Canyon ก็ยังสู้
“กาแฟ” ของเราไม่ได้


( 0 Votes )สอนลูก
Tags:     สอนลูก