april 1


กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 19 ธันวาคม 2013 มธ. 16: 24
.........พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “ถ้าผู้ใดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนและติดตามเรา

กาลาเทีย 2: 20
......ข้าพเจ้าถูกตรึงกางเขนกับพระคริสตเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่
มิใช่ตัวข้าพจ้าอีกต่อไป แต่พระคริสตเจ้าทรงดำรงชีวิตอยู่ในตัวข้าพเจ้า
ชีวิตที่ข้าพเจ้ากำลังดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตใน
ความเชื่อถึงพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์
เพื่อข้าพเจ้า

ยน. 15: 4
......ท่านทั้งหลายจงดำรงอยู่ในเราเถิด ดังที่เราดำรงอยู่ในท่าน
กิ่งองุ่นเกิดผลด้วยตนเองไม่ได้ ถ้าไม่ติดอยู่กับเถาองุ่นฉันใด ท่านทั้งหลาย
ก็จะเกิดผลไม่ได้ ถ้าไม่ดำรงอยู่ในเราฉันนั้น

 

 

ความเชื่อ กับ ชีวิตสาธารณะ

ความเชื่อ เรียกร้องจากเราคริสตชนมากมาย ความจริงเรียกร้องทุกสิ่งเสียด้วยซ้ำ..... “ถ้าผู้ใดอยากตามเรา ก็จง เลิกคิดถึงตนเอง จงแบกกางเขนของตนและติดตามเรา”.... (มัทธิว 16: 24) ความเชื่อในพระคริสต์ ก็คือความเชื่อในบุคคลผู้ซึ่งสละชีพเพื่อล้างบาปของเรา ความเชื่อนี้เกิดจากการพบปะ รู้ รู้จัก รักพระ-คริสต์ผู้ซึ่งกลับฟื้นคืนชีพพร้อมรอยแผลจากการถูกตรึงกางเขน

ถ้าวัดตามมาตรฐานชีวิตกายของเรา ต้นทุนการเป็นศิษย์พระคริสต์ถือว่าสูงมาก แต่ความเชื่อยืนยัน กับเราเสมอ ว่า คำเชิญของพระคริสต์ที่ให้เราเดินกับพระองค์สู่เขากัลวาริโอก็เป็นคำเชิญสู่ความยินดีตลอดกาลแห่งการกลับคืนชีพไปในตัวด้วย เมื่อนำความยินดีนี้ขึ้นชั่งวัดด้วย เราก็จะรู้ว่าต้นทุนการเป็นศิษย์พระคริสต์ที่เริ่มแรก คิดว่าสูงมาก ลำบากมาก กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย และเราก็เริ่มเห็นว่าความเชื่อเป็นของขวัญอันประเสริฐสักเพียงใดที่เราได้รับจากพระเจ้า

ตามที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าถูกตรึงกางเขนกับพระคริสตเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ มิใช่ตัวข้าพเจ้าอีกต่อไป แต่พระคริสตเจ้าทรงดำรงชีวิตอยู่ในตัวข้าพเจ้า ชีวิตที่ข้าพเจ้ากำลังดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตในความเชื่อถึงพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้า และทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า” (กาลาเทีย 2: 20) ความเชื่อ เปลี่ยน ฟื้นฟูชีวิตของเรา ความเชื่อจึงมีผลกระทบต่อสังคม ต่อชีวิตสาธารณะของเราทุกคน ที่กล่าวเช่นนี้มิใช่เพราะความเชื่อนำการตัดสินใจของเราในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น แต่เพราะในเมื่อพระคริสต์ทรงชีวิตในตัวเราแล้ว ชีวิตทุกด้านของเรา รวมทั้งชีวิตสาธารณะไม่ใช่เป็นชีวิตของเราอีกแล้ว แต่เป็นชีวิตของพระองค์ ชีวิตของเราจึงต้องเป็นพยาน ถึงพระองค์ในทุกสิ่ง ทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์

ความเชื่อ เช่นเดียวกับความรัก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเอง จริงอยู่ทั้งสอง (ความเชื่อ และ ความรัก) เป็นเรื่องส่วนตัว (personal) ของแต่ละคน แต่ไม่ใช่เกี่ยวกับตนเองเพียงคนเดียว (private) โดยไม่เกี่ยวกับคนอื่น จะต้องมีอีกคนเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เมื่อชีวิตของเราไม่ใช่ของเรา แต่เป็นพระคริสต์ที่ดำรงชีวิตในเราแล้ว จะไม่มีส่วนใด ภาคใดของชีวิตของเราที่ถูกแยกออกจากความเชื่อหรือถูกกีดกันจากการเป็นศิษย์ของพระองค์..... “กิ่งองุ่นเกิดผลด้วยตนเองไม่ได้ ถ้าไม่ติดอยู่กับเถาองุ่นฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ ถ้าไม่ดำรงอยู่ในเราฉันนั้น”...... (ยอห์น 15: 4) พระคริสต์มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา แต่พระองค์เป็นชีวิตทั้งครบของเรา พระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นอยู่ทั้งมวลของเรา

- Stephen P. White
Magnificat Year of Faith Companion



แบ่งปันพระวาจา วันที่ 19 ธ.ค. 2013 

ข้อคิดสำหรับคริสตชนไทย (ตอนที่ 6)

The Contemporaneity of God for Ethics Today: Paul Lehman’s Contribution to a Neglected Theme, in Dialogue with Dietrich Bonhoeffer โดย Dr. Christopher R.J. Holmes อาจารย์สอนวิชาเทววิทยาและศาสนาศาสตร์ มหาวิทยาลัย Otago ประเทศ New Zealand จาก Studies in Christian Ethics ฉบับเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010

o เพื่อที่จะให้จริยธรรมมีรากพื้นฐานในเทววิทยา เราต้องสำนึกและยอมรับว่า พระเจ้าทรงตรัสกับเราในชีวิตประจำวัน เป็นพระเจ้าเองที่มีชีวิต และมีบทบาทมากมายในชีวิตของเรา และฟื้นฟูชีวิตของเรา....... มนุษยชาติถูกกำหนดความหมายและความสัมพันธ์กับความจริงที่ว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงกลับฟื้นคืนชีพ...... พระบิดาทรงทำงานผ่านทางพระเยซูคริสต์โดยพลังของพระจิตเจ้าที่จะสร้างกลุ่มประชากรจากผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์..... การฟื้นฟูสรรค์สร้างหญิง-ชายให้เป็นคนที่ครบบริบูรณ์ (fully human being) เป็นความจริง........ ความจริงที่ไม่ใช่เรา (คน) เป็นคนสร้างตัวเราเอง แต่เป็นสถานภาพ (ความเป็นมนุษย์ครบบริบูรณ์) ที่เรารับ (จากพระเจ้า)

o ในทุกขั้นตอนของจริยธรรม ต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่ทำให้จริยธรรมน่าสนใจ และมีความสำคัญ......... จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะต้องตอบคำถามเบื้องต้นว่า “ผม/ดิฉัน จะต้องทำอะไร?” (What Am I to do?) โดยทำในสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงกระทำอยู่ (by attending to what God is actually doing)…… พระเจ้าไม่ใช่เป็นคนง่อยหรือคนใบ้ พระองค์ทรงสัมผัสเผชิญหน้าเราโดยทางองค์พระเยซูคริสต์ และนำเราสัมผัสเผชิญหน้าพระองค์ โดยฟื้นฟูชีวิตของคริสตชนให้เปี่ยมด้วยจิตตารมณ์พระเจ้า (a divinely renewed order of life)

พระเจ้าทรงตรัสกับเรา เผยพระองค์เองให้เรารู้ รู้จัก โดยทางพระวจนาตถ์ (The Word = พระเยซูคริสต์) ผู้ที่
สร้างกลุ่มประชากรของพระองค์ กลุ่มคนที่จะดำเนินชีวิตตามวิถีชีวิตของพระเจ้า แต่กลุ่มประชากรพระเจ้าจะสามารถเดินตามพระองค์ได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกลุ่มประชากรใหม่ที่จะเริ่มก่อตั้ง ก่อเกิดเป็นพลังและเรียนรู้ว่าเขาควรจะ “เป็น” และ “ทำ” อะไร/อย่างไร อย่างซื่อสัตย์เพื่อเป็นการตอบสนองสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำอยู่ (response to what it is that God is doing)

o กิจการ/ กิจกรรมของมนุษย์เพื่อเป็นการกระทำของมนุษย์ที่แท้จริงจะต้องดำเนินไป เคลื่อนไหว และ เป็น/อยู่ ท่ามกลาง “คำตอบ ‘ครับ’ (Yes)” ของพระเจ้า (พระวาจาพระเจ้า นั่นคือ พระเยซูคริสต์) คำตอบ Yes ของพระเจ้า (พระเยซูคริสต์) ก็คือโลกมนุษ์จริงๆ เป็นการสร้างสถานภาพชีวิตใหม่ และเรียก ชาย-หญิง ดำเนินชีวิตตามวิถีใหม่ เป็นการตอบรับการเรียกของพระเจ้าด้วยคำว่า “ครับ/ค่ะ” (Yes) ของตัวเราเอง (คริสตชน) คำตอบ “ครับ/ค่ะ” (Yes) ของเราก็คือสภาพชีวิตที่พระเยซูมีชีวิตในเรา (Jesus lives) และในตัวมันเองก็เป็นการประกาศการก่อเกิดพลังที่สร้างมนุษยชาติใหม่ (a new sovereignty that generates a new humanity)

สถานภาพมนุษยชาติใหม่นี้ ก็คือสถานภาพที่มนุษย์เราหักห้ามใจตัวเราเองให้ออกจาก “อำเภอใจที่แสวงหาอำนาจ” (the will to power) ที่พยายามทำให้มนุษย์ทุกคนแต่ละคนสู่สภาพพึ่งตนเองได้ (autonomy) ในทุกกรณี การที่เราคริสตชนจะพยายามหักห้ามใจตัวเรา หลีกเลี่ยงความโน้มเอียงเข้าหาอำนาจนี้ ก็คือความพยายามที่จะคล้อยตามน้ำพระทัย พระประสงค์ของพระเจ้า (the power to will what God wills) นั่นคือความเป็นผู้ใหญ่ (maturity) ตามคำพูด

แบ่งปันพระวาจา วันที่ 19 ธ.ค. 2013

ของนักบุญเปาโลที่กล่าวในบทจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า “เป็นคนตามที่พระเจ้าต้องการให้เราเป็น ตามที่พระองค์เรียกให้เราเป็น” (being human as God would have us be and as God calls us to be) นั่นคือ
“ความไพบูลย์สุดที่จะหยั่งรู้ได้ของพระคริสตเจ้า” (เอเฟซัส 3: 8)

ความเป็นผู้ใหญ่ (maturity) นี้ สามารถเข้าใจได้อีกมุมมองหนึ่งตามคำกล่าวของนักบุญเปาโลในบทจดหมาย ถึงชาวเอเฟซัส บทที่ 4 ประโยคที่ 13 ว่า “เป็นผู้ใหญ่เต็มที่ตามมาตรฐานความสมบูรณ์ของ พระคริสตเจ้า” พระคริสต์เป็นแบบอย่าง และเป็นผู้ประทานความเป็นมนุษย์ใหม่ (new humanity) แต่ความเป็นผู้ใหญ่นี้ มิใช่ถูกจำกัดวงเพียง “เป็นเยี่ยงพระคริสต์” (นั่นคือไถ่บาป และ กู้มนุษยชาติ) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่เราร่วมมือกับพระเจ้าให้พระองค์ฟื้นฟูตัวเราด้วย กิจการ/การกระทำ ที่พระองค์กำลังทำอยู่ (Creation = การสร้าง) ในขณะนี้ นั่นคือการนำประชากรโลกสู่การฟื้นฟูที่กำลังเกิดขึ้นที่เหมาะสมสำหรับแต่ละชั่วอายุคน (contemporary to them)

o ความเป็นคริสตชนแบบผู้ใหญ่เต็มตัว (maturity) นั้น ก็คือ การเป็น “มนุษย์” (เป็น “คน”) ครบเต็มตัว (human wholeness) ด้วยคุณลักษณะดังนี้:-
+ ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า
(หมายถึง การหักห้ามอำเภอใจของตัวเองให้คล้อยตามการนำของพระเจ้า
= the power to will what God wills)
+ เป็น “บุคคล/คน” แบบที่ตัวเรา “ถูกสร้างและตั้งใจ” ให้เป็น
(to be what man/woman has been created and purposed to be)
+ เป็น “บุคคล/คน” ปรกติธรรมดา แต่เต็มเปี่ยมไพบูลย์เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
(to stay human, that is, to attain wholeness or maturity)

จริยธรรม (ethics) ก็คือวิถีทางการเป็น (being) การกระทำ (doing) ที่เป็นขั้นตอน บันได สู่ความ
“เป็นบุคคล/คน ที่เต็มเปี่ยมไพบูลย์ เป็นผู้ใหญ่” (ตามคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้น) ที่เรามนุษย์แต่ละคนได้รับเป็นพระพรจากการกระทำของพระเจ้า (Creation = การสร้าง) โดยผ่านทาง “พันธกิจ การประทับอยู่ในสภาพมนุษย์ที่แท้จริงของพระแมสซีอาห์ – พระผู้ไถ่ ท่ามกลางมนุษยชาติ”

จริยธรรมดึงเรามนุษย์สู่สถานภาพชีวิตที่มีพระคริสต์อยู่ท่ามกลางเรา และเป็นพระคริสต์เองที่อาศัยพลังพระจิตเจ้าของพระองค์ที่นำเรา กระตุ้นเราให้สำนึก ให้ไวต่อ กิจการ/การกระทำ ของพระเจ้าในโลก ในยุค (ชั่วอายุคน) สมัยของเรา ทำให้ชีวิตคนเป็นชีวิตคนจริงๆ (to make and keep human life human) และเติบใหญ่เป็น “ผู้ใหญ่เต็มตัว” (to achieve the maturity of men/women).

o ด้วยเหตุที่พระเจ้าโดยผ่านทางพันธกิจของพระคริสต์ทำให้โลกเป็นโลกของมนุษย์อย่างแท้จริง (God in Jesus Christ is humanizing the world) กิจการ/การกระทำ ของพระเจ้าจึงเป็น “งาน” ที่มีคุณลักษณะของ “การบ้าน/การเมือง” (is political in its character) พระเจ้าเป็น “นักการบ้าน/การเมือง” อย่างแท้จริง (God is a true politician) เพราะ “งาน” ของพระองค์เป็นงานเพื่อมนุษย์ สำหรับมนุษย์ และ แบบมนุษย์ (God’s activity is activity which humanizes)

แบ่งปันพระวาจา วันที่ 19 ธ.ค. 2013 

(คำจำกัดความของอริสโตเติลระบุไว้ว่า “การบ้าน/การเมือง (politics) เป็น กิจการ/กิจกรรม ที่มุ่งและวิเคราะห์ว่าจะต้องทำอะไร อย่างไร เพื่อให้ชีวิตคนเป็นชีวิตของมนุษย์ที่แท้จริงในโลกนี้)

เป็นชีวิต การสิ้นพระชนม์ การกลับคืนชีพ และการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสตเจ้าเอง (ผู้เป็น
พระเจ้าแท้และมนุษย์แท้) ที่ให้ “งานสร้างเพื่อมนุษย์ สำหรับมนุษย์ แบบมนุษย์” ของพระเจ้าได้เริ่มต้น ยั่งยืน และครบบริบูรณ์ เพราะเหตุนี้ มนุษยชาติ (ประเทศชาติต่างๆ) จึงรู้จักอยู่ด้วยกันโดยโครงสร้างเอื้ออาทรกัน ปกครองกันเองได้ จึงมีประเทศชาติ สังคม (politics) มีชุมชน กลุ่มคน (community) เป็นหนึ่งเดียว (solidarity) และการช่วยเหลือกันและกัน (subsidiarity)

o จริยธรรมเชิงศีลธรรม (ethic toward morality) และจริยธรรมเชิงการเผย (ethic toward revelation) ต่างกันอย่างไร?
+ จริยธรรมเชิงศีลธรรม : ในบริบทการดำเนินชีวิตวิถีจริยธรรมเชิงศีลธรรมนี้ เราถามตัวเราเองว่า
เราเป็นใคร และ เราควรทำอะไร อย่างไร เป็นการดำเนินชีวิตโดยยึดข้อ
บังคับ กฎ เกณฑ์ เป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นการปล่อยให้ชีวิตของเราเติบโตในกรอบของกฎเกณฑ์ ในกรอบของความถูก ละเว้นความผิด พิจารณาว่าอะไรถูกต้อง อะไรผิด......

......การดำเนินชีวิตเช่นนี้ ก็เป็นวิถีชีวิตที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ......
ชีวิตของคริสตชนเราควรเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (mature) มากกว่านี้.....

+ จริยธรรมเชิงการเผย : วิถีการดำเนินชีวิตในบริบทจริยธรรมเชิงการเผย (revelation) ไม่ปล่อยให้
ชีวิตแคระแกรนภายใต้กฎเกณฑ์ (do not subordinate human beings to
principles) ไม่ปล่อยให้ความหวังถูกจำกัด (limited) ถูกกำจัด (destroyed) โดยเหตุการณ์ (circumstances) ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของพระเยซูคริสตเจ้าที่ทรงเผยให้มนุษยชาติได้เห็นเป็นตัวอย่าง ชีวิตของพระเยซูคริสต์เป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ใหม่ เป็นวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา (dynamic)

การเผย (revelation) เป็นการที่พระเจ้าหันหน้ามาพบเรา (มนุษย์) และเป็นการนำเรา (มนุษย์) หันหน้า (ผ่านพระเยซูคริสต์) พบพระเจ้า และพบสิ่งที่พระองค์กำลังกระทำในมนุษยชาติ ให้กับมนุษยชาติ นั่นคือ นำมนุษย์ทุกคน
(ลูกของพระองค์ทุกคน) ให้มีสัมพันธ์รักกันและกันในมนุษยชาติใหม่ (new humanity)

 


(ยังมีต่อสัปดาห์หน้า)


( 0 Votes )ความเชื่อ กับ ชีวิตสาธารณะ