apr light6

 

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2013 โรม 1: 18 - 23

พระเจ้าจากสวรรค์ทรงแสดงให้มนุษย์เห็นการลงโทษ ความไม่
เคารพนับถือพระเจ้า และความอธรรมทุกชนิดของพวกเขาที่ปิดบังความจริง
ในความอธรรมของตน ทั้งๆ ที่พระเจ้าทรงทำให้สิ่งที่รู้ได้เกี่ยวกับพระองค์
ปรากฎชัดอยู่แล้ว กล่าวคือ ตั้งแต่เมื่อทรงสร้างโลก คุณลักษณะที่ไม่อาจ
แลเห็นได้ของพระเจ้า คือพระอานุภาพนิรันดรและเทวภาพของพระองค์
ปรากฎอย่างชัดเจนแก่ปัญญามนุษย์ในสิ่งที่ทรงสร้าง ดังนั้น คนเหล่านี้จึง
ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ พวกเขารู้จักพระเจ้า แต่ไม่ได้เคารพบูชาพระองค์เป็น
พระเจ้าหรือขอบพระคุณพระองค์ ความคิดหาเหตุผลของพวกเขากลับใช้การ
ไม่ได้ และจิตใจที่ไม่ยอมเข้าใจกลับมืดบอดลง พวกเขาคิดว่าตนเป็นคนฉลาด
แต่ในความเป็นจริง พวกเขากลับโง่จนถึงกับนำพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า
ผู้เป็นอมตะมาแลกกับภาพเลียนแบบ คือภาพมนุษย์ที่ไม่เป็นอมตะ
ภาพสัตว์ปีก ภาพสัตว์สี่เท้า หรือภาพสัตว์เลื้อยคลาน

 

เชื่อในพระเจ้า

เชื่อในพระเจ้า (to believe in God) หมายถึง การได้เห็น “ภาพ” (vision) ของพระองค์ การมีประสบ การณ์ชีวิตรู้ว่า พระองค์อยู่ที่นั่น แม้เราจะมองเห็นไม่ชัดนัก การตระหนักว่าโลกนี้เป็นอยู่อย่างที่เป็น ก็เพราะมีพระองค์เป็นศูนย์กลาง ตามที่นักบุญเปาโลกล่าวในบทจดหมายถึงชาวโรมว่า “กล่าวคือ ตั้งแต่เมื่อทรงสร้างโลก คุณลักษณะที่ไม่อาจแลเห็นได้ของพระเจ้า คือพระอานุภาพนิรันดรและเทวภาพของพระองค์ปรากฎอย่างชัดเจนแก่ปัญญามนุษย์ในสิ่งที่ทรงสร้าง ดังนั้น คนเหล่านี้จึงไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ” (โรม 1: 20)

พระเจ้าทรงปรากฎองค์จากทุกสิ่ง ทุกเหตุการณ์รอบข้างตัวข้าพเจ้า จากที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ (from what I am) และจากทุกบริบทของชีวิตของข้าพเจ้า แต่การกล่าวเช่นนี้ ดูรู้สึกคลุมเครือ (ambiguous) เพราะธรรมชาติไม่ได้เผยให้เราเห็นพระเจ้าอย่างที่เข็มบารอมิเตอร์ที่แสดงตัวเลขความดันอากาศ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์รอบตัวเราเป็นทั้งคำอธิบายนำเราถึงพระเจ้า หรือไม่ก็เป็นธรรมล้ำลึก (mystery) เกี่ยวกับพระองค์ โลกพูดถึงพระเจ้า แต่มักด้วยวิธี ด้วยคำพูด ด้วยเหตุ- การณ์ที่ไม่แจ่มชัด (ambiguous) ทั้งนี้เพราะคำพูด เหตุการณ์เหล่านี้ต้องผ่านทะลุความสับสน ความยุ่งเหยิง วิกฤตของบาป (ทั้งบาปส่วนตัว และบาปสังคม – personal and social sins)

การฟังเสียงคำพูดนี้ คนหนึ่งได้ยินเสียงแห่งปรีชาญาณ (wisdom) สะท้อนเข้าหู เข้าในจิตใจ และเข้าใจ แต่อีกคน จะได้ยินด้วยความรู้สึกเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาในจิตใจ หรือแย่กว่านั้น เสียงที่ได้ยิน อาจจะทำให้จิตผิดเพี้ยนกลายเป็นอคติ หรือต่อต้าน โลกเผยพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็ซ่อนพระองค์ไว้ด้วย พระเจ้าเป็นผู้สร้าง เป็นความบริบูรณ์ที่เป็นแบบอย่างให้แก่เรามนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็เป็น the Unknown (ผู้ที่เราเข้าใจไม่ได้ ผู้ที่เราเข้าใจไม่ถึง) ที่ถูกบดบังด้วยความเลวร้าย และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเหตุ การณ์ หรือสถานการณ์รอบตัวเรานั้น เป็นผลงาน (work) ของมนุษย์ ของโลกมนุษย์ หรือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ข้าพเจ้าเองมีส่วนร่วมแล้วก็ ภาพที่ปรากฎต่อข้าพเจ้า หรือที่เกิดกับข้าพเจ้า มักแสดงพระเจ้าอย่างผิดเพี้ยนแก่ข้าพเจ้า เพราะความลำเอียงเข้าข้างตัวเองของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าต้องระวังตนมากขึ้น

- Monsignor Romano Guardini
Magnificat Year of Faith Companion



แบ่งปันพระวาจา วันที่ 28 พ.ย. 2013

ข้อคิดสำหรับคริสตชนไทย (ตอนที่ 3)

บทความเรื่องนี้ชื่อ “God’s Commandments and their Political Presence: Notes of a Tradition on the ‘Ground’ of Ethics” โดยคุณพ่อ Hans G. Ulrich จากนิตยสาร Studies in Christian Ethics ฉบับกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010

• กฎ ระเบียบ กฎหมายของบ้านเมืองนั้น เป็นผลจาก “งานของพระจิตเจ้า” เพราะ “พระจิตเจ้า” คือพระบุคคลในพระตรีเอกภาพที่จรรโลงโลกทั้งโลกให้อยู่ในพระพรของพระเจ้า ตลอดเวลาเป็นพระจิตเจ้าที่ให้ชีวิตแก่มนุษยชาติ ให้แก่สิ่งสร้างและโลกได้เจริญพัฒนาต่อไปตามแผนการสร้างของพระบิดา และ ให้ผลการไถ่กู้มนุษยชาติของพระบุตรสำเร็จในชีวิตมนุษย์ทุกคน

ระหว่าง กฎ ระเบียบ กฎหมายของมนุษย์กับพระจิตเจ้า ไม่มีการต่อต้าน (opposition) ไม่มีเขตแบ่งแยกกัน แต่พระจิตกลับทำให้กฎหมาย (ของบ้านเมือง) ครบบริบูรณ์ขึ้นตามบทจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรม และชาว
กาลาเทีย ที่กล่าวไว้ว่า:

โรม 8: 2: ......กฎของพระจิตเจ้าซึ่งประทานชีวิตในพระคริสตเยซูนั้น ช่วยท่านให้พ้น
จากกฎของบาป และกฎของความตาย

กาลาเทีย 5: 22-25: ……ส่วนผลของพระจิตเจ้าก็คือความรัก ความชื่นชม ความสงบ
ความอดทน ความเมตตา ความใจดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง เรื่องเหล่านี้ไม่มีธรรมบัญญัติใดห้ามไว้เลย ผู้ที่เป็นของพระคริสตเยซูก็ตรึงธรรมชาติของตนพร้อมกับกิเลสตัณหาไว้กับไม้กางเขนแล้ว ถ้าเรามีชีวิตเดชะพระจิตเจ้าแล้ว เราจงดำเนินชีวิตตามพระจิตเจ้าด้วย

• กฎหมายของพระเจ้า (God’s laws) อยู่ในรูปแบบของพระบัญญัติของพระองค์ (commandments) พระบัญญัติของ พระเจ้าเปรียบเสมือน “พื้นที่ของการดำเนินชีวิต” (spheres of living) ของประชากรของพระองค์ เป็นบริบทของการอยู่ด้วยกัน (togetherness) ของมนุษย์กับพระเจ้า

พระบัญญัติของพระเจ้าเป็นสื่อกลางของคำสัญญา (covenant) ที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับประชาชาติเลือกสรรของพระองค์ ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน และแผนการไถ่กู้มนุษยชาติ ประชาชาติเลือกสรรนี้ได้ยืนยันต่อมาว่า คำสัญญาของพระเจ้านี้เป็นของขวัญสำหรับมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาด้วย นั่นคือ การดำเนินชีวิตของมนุษย์แต่ละคนอยู่ภายใต้การดูแลของพระเจ้า (governance) ภายใต้โครงสร้างการปกครอง (government) ของตัวแทนของพระองค์ และภายใต้คำสัญญาแห่งความรอด (salvation)

การดูแลปกครองดำเนินไปในรูปแบบของกฎระเบียบของชุมชน กฎหมายของแผ่นดิน (laws of the land)
คำว่า “กฎหมาย” = Law เป็นคำแปลภาษาอังกฤษที่มาจากภาษากรีก ที่มาจากคำว่า Torah กฎหมายของชาวยิว-ประชาชาติเลือกสรรของพระเจ้า



แบ่งปันพระวาจา วันที่ 28 พ.ย. 2013 

การดำเนินชีวิตเป็นสังคมภายใต้การปกครองด้วยระเบียบกฎหมายของคน (ตัวแทนชุมชนผู้มีอำนาจ) จึงเป็นโครงสร้างที่เป็นระเบียบเรียบร้อยที่ถาวรในมนุษยชาติ (politia = institutionalized political status of living together)

และในขณะเดียวกันควบคู่กันไป มนุษย์ก็ดำเนินชีวิตพร้อมกับพระเจ้าด้วย จึงรวมตัวในการนมัสการ
พระเจ้า ภาวนาถึงพระองค์ เป็นชุมชนที่เราเรียกว่า “วัด” (ecclesia = institutionalized political existence of the people of God in a worshipping community).

• กฎหมาย (ของบ้านเมือง) จึงมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เป็นการโยงเอา “อำนาจ” (authority) ของพระเจ้ามาทำให้กฎหมาย (ของมนุษย์ – ของแผ่นดิน) ถูกต้องตามธรรมนูญของแผ่นดิน (legitimizing) และ แอบอ้างว่าเป็นกฎหมายมาจากพระเจ้า (divine law) แต่ต้องเข้าใจในบริบทที่ว่ากฎหมายของแผ่นดินเป็นสื่อกลาง เป็นตัวกลางที่ได้รับการกลั่นกรองพิจารณาอย่างดีแล้วที่จะเป็นระเบียบของการดำเนินชีวิตของประชาชนภายใต้การดูแล (governance) ของพระเจ้า ภายใต้โครงสร้างการปกครอง (government) ของมนุษย์ที่เป็นตัวแทนของพระองค์ (รัฐบาล ผู้ปกครอง เจ้าเมือง ฯลฯ) เพื่อชีวิตที่เป็นสุขของประชากร และ สู่ความรอดของพระเจ้า ไม่มีกฎหมายของมนุษย์ ของบ้านเมืองที่จะเป็นอิสระจากพระเจ้า (หมายความว่า ไม่มีกฎหมายใดที่ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า ที่ไม่ต้องพึ่งพาพระเจ้า)

• การดูแล (governance) ของพระเจ้า โดยโครงสร้างการปกครองของตัวแทนของพระองค์ (รัฐบาล) พระเจ้ามอบความยุติธรรมให้แก่มนุษยชาติเสมอ ความยุติธรรมของพระเจ้านี้แสดงออกในความรัก ความซื่อสัตย์ของคำสัญญา และ ความมุ่งมั่นของพระองค์แก่มนุษยชาติ

และจากด้านมนุษย์เพื่อที่จะสมควรรับความยุติธรรมจากพระเจ้านี้ มนุษย์เราก็ต้องทำตัวให้สมควรด้วย (justified) นั่นคือ นำตัวเรา นำชีวิตเราให้อยู่ในพระบัญญัติของพระองค์ ด้วยการฟื้นฟูชีวิต (transformation) เปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ไม่เห็นแก่ตัว คิดใหม่ เข้าใจถึงพระประสงค์ของพระเจ้า และมีจิตสำนึกที่ไวที่จะเห็นความต้องการของเพื่อนมนุษย์ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ และนี่คือการดำเนินชีวิตของคริสตชนด้วยความไว้ใจ (trust) ความเชื่อ (faith) ในงาน ของพระเจ้า (God’s work) ซึ่งก็เป็นคุณลักษณะภายนอกของการอยู่ด้วยกันในโครงสร้างของบ้านเมือง (political form) ของประชากรพระเจ้า

• โลกมนุษย์เรานี้ ไม่ใช่โลกแห่งโลกีย์วิสัยนิยมที่พระเจ้าปล่อยปะละเลยให้อยู่ตามยถากรรม แต่เป็นโลกมนุษย์ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ และสงวนไว้เป็นโลกที่สัมพันธ์กับพระเจ้า ด้วยคุณลักษณะของโลก (worldliness) ที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อันตรายหรือยอมแพ้กับอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น คุณลักษณะของโลก (worldliness) นี้จึงออกมาในรูปแบบของโครงสร้างการรวมตัวกันของมนุษย์เป็น “ประชากรพระเจ้า” (God’s people) อยู่ด้วยกันภายใต้โครง สร้างบ้านเมือง (politia) และภาวนานมัสการพระเจ้าด้วยกัน (ecclesia)

การอยู่ด้วยกันในโครงสร้างบ้านเมือง (politia) เป็นการสร้างและรักษาไว้ซึ่งกฎ ระเบียบ กฎหมายของรัฐ เป็นการรักษาเป้าหมายร่วมกัน (telos) ของประเทศ กฎหมายที่ดีของรัฐแสดงออกอย่างเด่นชัดถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่จะนำผลดีแก่ส่วนรวม และเป็นแนวทางดำเนินชีวิต (ethos) ที่ดีของประชากรของประเทศด้วย 

 


แบ่งปันพระวาจา วันที่ 28 พ.ย. 2013 

ยังมีอีกข้อหนึ่งจากบทความ Fundamental Politics: What we must learn from the social thought of Benedict XVI โดย Fr. Thomas Rourke; จากนิตยสาร COMMUNIO ฉบับ Fall 2008:
• การเมืองสมัยใหม่ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น กำลังจำกัดขอบเขตศาสนา (คริสตศาสนา) ให้เป็นเรื่องเฉพาะส่วนตัว (ในครอบครัว) และพื้นฐานต่างๆ ของศีลธรรมกลายเป็นเรื่องพยุหนิยมตามใจของแต่ละคน (pluralism)

พระศาสนจักรดูเสมือนจะมีอิสรภาพที่จะทำนุบำรุงรักษาคุณค่าแห่งศีลธรรมด้วยข้อคำสอนต่างๆ ที่ตน
ต้องการ แต่คำสอนเหล่านี้ไม่มีกฎหมายของรัฐมารองรับเลย และเพราะเหตุนี้ “การเมือง” ที่ยิ่งวันยิ่งโน้มเอียงทางโลกีย์วิสัยนิยม (secularism) เลยกลายเป็นผู้ออกกฎระเบียบ (legislator) ด้านศีลธรรมโดยประชาชนไม่รู้ตัว แต่มีข้อแตกต่างตรงที่ว่ากฎระเบียบด้านศีลธรรมที่รัฐเป็นผู้ตราออกมานี้ มีเนื้อหาที่แตกต่างจากข้อคำสอนศีลธรรม คำสอนด้านสังคมของคริสตศาสนาคาทอลิก และนี่คือประเด็นที่พระศาสนจักรกำลังเผชิญหน้ากับรัฐต่างๆ กับการเมืองในโลกปัจจุบันที่ทาง รัฐ/การเมือง เหมาเอาเองว่า เขา (รัฐ/การเมือง) เป็นกลางในเรื่องทางศาสนา

ทางรัฐมักอ้างความเป็นอิสระในการบริหารปกครองประเทศซึ่งพระศาสนจักรต้องเคารพ แต่ในทางกลับกัน รัฐ/การเมือง กลับไม่ยอมรับความจริงที่ว่าพระศาสนจักรภายใต้พระญาณสอดส่องของพระเจ้ากำลังรักษาความสมดุลของอำนาจต่างๆ ของรัฐ และบนพื้นฐานความจริงข้อนี้ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เน้นอย่างหนักแน่นว่า “การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นธรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าหากมนุษย์ไม่อ้างอิงถึงพระเจ้าเลย” (หมายถึง ไม่พึ่งพาพระเจ้า) (the impossibility of guaranteeing democratic order without reference to God) หมายความว่า ถ้าเราไม่ใช้พระบัญญัติพระเจ้าเป็นพื้นฐานแล้ว กฎหมายของบ้านเมืองของรัฐจะไม่สามารถมีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะนำมาใช้ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยความเป็นธรรม ด้วยความสงบสุขสันติแก่ประชากรของรัฐ

 

(ยังมีต่อสัปดาห์หน้า)


( 0 Votes )เชื่อในพระเจ้า