Apr 8

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์


วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 โรม 1: 16-17
ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องละอายต่อข่าวดี เพราะนี่คือ
อานุภาพของพระเจ้าซึ่งนำความรอดพ้นให้แก่ทุกคนที่มีความเชื่อ ให้แก่
ชาวยิวก่อน และให้แก่คนต่างชาติด้วยเช่นกัน เพราะความเที่ยงธรรมที่
พระเจ้าช่วยให้รอดพ้นถูกเปิดเผยในข่าวดีนี้ ความเที่ยงธรรมดังกล่าวขึ้นอยู่
กับความเชื่อ และนำไปสู่ความเชื่อดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ผู้ชอบธรรม
จะมีชีวิตโดยอาศัยความเชื่อ

 

 

ความเชื่อมาได้หลายทาง

ความเชื่อของมนุษย์เรา สามารถปลูกฝังในจิตใจของเราด้วยวิธีต่างๆ แต่มีวิธีหนึ่งที่เป็นสิ่งท้าทายถึงก้นบึ้งของ
หัวใจของเราแต่ละคน วิธีนี้ก็คือการปลูกฝัง ฝึกฝน ปั้นแต่ง คุณลักษณะ อุปนิสัย (personality) ของเราให้ลึกซึ้ง เข้มแข็ง
ยืนหยัดสู่ความเป็นผู้ใหญ่ (maturity)

ความเป็นผู้ใหญ่นี้ ทำให้เราสามารถเผชิญความเป็นจริง (reality) อย่างที่มันเป็น โดยไม่จำนนหรือหนีมัน พร้อม
ยืนหยัดในความเชื่อของเรา ที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากอิทธิพลของโลก

กระบวนการเผชิญความเป็นจริงนี้ กลับฝังรากของความเชื่อของเราให้งอกลึกลงในผืนดินแห่งพระหรรษทาน
ความเชื่อจากพระเจ้า อันยังผลให้คุณลักษณะของตัวเรา และอุปนิสัย แสดงออกในทางเสริมสร้างในทางบวก ไม่ใช่ใน
ทางลบ ในชีวิตประจำวัน ความเชื่อที่เป็นผู้ใหญ่นี้จะนำเราออกจากการขัดแย้งของเหตุการณ์ ออกจากความผิดหวัง
ของสถานการณ์ ยืนอยู่บนความถูกต้องที่มีความเชื่อเป็นพื้นฐาน และหาทางออก หาทางแก้ไขเหตุการณ์นั้น
สถานการณ์นั้น

จริงอยู่ บ่อยครั้ง เราจำต้องยอมรับว่า โลกไม่ได้คล้อยตามเรา ไม่เห็นด้วยกับเรา เราจึงต้องดิ้นรนอยู่
ตลอดเวลา ในทุกที่ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ชีวิตแห่งความเชื่อของเราเป็นเสมือนสนามรบ

เราอาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งดังนี้ว่า ความเชื่อเติบโตในการสร้างอุปนิสัยของเรา (faith grows in character)
ที่บอกว่าเรามี character มีแก่นเป็นตัวของเราเอง (อุปนิสัย) หมายความว่า เรามีความเชื่อเป็นเสาหลัก (conviction) ที่
ยึดเราให้ยืนตรง (maintains itself) ต่อหน้าความเป็นจริง (in the face of reality) ความวางใจ (trust) วินัย
(discipline) ความมุมานะอดทน (perseverance) หลอมตัวเข้าเป็นความเชื่อ ความเชื่อที่พร้อมเผชิญความเป็นจริงที่
กำลังเกิดต่อหน้า ด้วยแก่นแท้ของตัวเรา (character) ที่ซื่อตรง แม้ว่าผลที่คาดหวังจะสำเร็จมากน้อยเพียงใด และใช้
เวลายาวนานแค่ไหน

นี่คือชีวิตของบุคคลผู้ที่มีความเชื่อเยี่ยงผู้ใหญ่ (matured faith) ชีวิตของ ชาย-หญิง ที่ยืนหยัดโดยไม่มีภาพลวง
ตามาทำให้หลงทาง

- Monsignor Romano Guardini
Magnificat Year of Faith Companion


แบ่งปันพระวาจา วันที่ 21 พ.ย. 2013 

ข้อคิดสำหรับคริสตชนไทย (ตอนที่ 2)



“Fundamental Politics: What We Must Learn from the Social Thought of Benedict XVI” by Thomas Rourke จากนิตยสาร Communio ฉบับ Fall 2008

• สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 กล่าวไว้ในหลายโอกาสว่า วิกฤตของโลกปัจจุบันก็คือ การไม่ยอมรับของมนุษย์ว่าในโลกนี้มีศีลธรรม การปฏิเสธเยี่ยงนี้เป็นผลจากการแยกพระเจ้าออกจากสังคมชุมชน

ในปัจจุบันมนุษย์มักลดระดับถือเอาเรื่องศีลธรรมมาเป็นเพียงความชอบหรือไม่ชอบตามความ
รู้สึกของตนเอง จึงทำให้เกิดสภาพช่องว่างสูญญากาศของมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปถึงคุณค่าและศีลธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อรองกันไม่ได้

การยอมรับคุณค่าและศีลธรรมที่ต่อรองกันไม่ได้นี้ช่วยให้ผู้นำของโลกมีกรอบและมาตรการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของโลก ของบ้านเมือง แต่ถ้าขาดกรอบศีลธรรม (อันเป็นผลจากการปฏิเสธสิ่งเหนือธรรมชาติ หมายถึงพระเจ้า) นี้แล้ว การใช้กำลังจะกลับกลายเป็นสิทธิ (right) ผู้อ่อนแอจะถูกบูชายัญบนแท่นบูชาแห่งความเจริญก้าวหน้าทางโลก หรือบนความสุขสบายของคนอื่น หรือเป็นเหยื่อแก่อำนาจเศรษฐกิจที่ครอบงำโลกอยู่

• ความจริงเปรียบเสมือนไข่มุกที่ถูกซ่อนในทุ่งซึ่งเราควรแสวงหา ผู้แสวงหาความจริงทุกคนจึงเข้าสู่กระบวนการการแสวงหานี้ด้วยการซักถาม การค้นคว้า การสอบถามซึ่งมักได้คำตอบบางส่วนหรือไม่ได้คำตอบเลย แต่ทั้งหมดนี้ถือเป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่มักมีกระแสความคิดผสมผสานเข้ามาพร้อมกัน ต่อหน้าสภาพเหล่านี้นักคิดจึงมักถกเถียงกัน ตอบโต้กันในการอภิปรายต่างๆ ในแวดวงการศึกษาและการเมือง

ผู้แสวงหาความจริงที่แท้จริงทุกคนจึงต้องฟังอย่างตั้งอกตั้งใจถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นรวมทั้งผู้ที่ปฏิเสธความเชื่อคาทอลิกด้วย เพราะเราควรสำนึกตามที่สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้กล่าวไว้ว่า ความพยายามของใครก็ตามที่จะให้ความเป็นมนุษย์มีความหมายแก่ชีวิต ในความพยายามนั้นจะมีแก่นความเชื่อ (kernel of truth) เสมอ แม้ว่าความคิดเห็นของคนๆ นั้นอาจจะไม่เพียงพอหรือไม่ถูกต้อง ซึ่งเรา (นักแสวงหาความจริง) ควรต้องค้นหาให้พบ

• ความจริงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลเป็นการส่วนตัวในแง่มุมที่ว่า ความจริงเมื่อถูกค้นพบแล้วจะทำให้บุคคลนั้นฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ความจริงก็เกี่ยวข้องกับคนอื่น กับชุมชนและสังคมด้วยตรงที่ว่ามัน (ความจริง) จะถูกค้นพบได้จากการเรียนการศึกษา จากคำพูดถ่ายทอดจากผู้อื่น จากข้อเขียนของคนอื่น ความจริงที่ว่านี้เมื่อได้รับ เมื่อถูกค้นพบและสำนึกแล้วสามารถเปลี่ยนโลกได้

ความจริงโดยธรรมชาติของมันต้องการการเป็นพยาน ซึ่งอาจเป็นการดึงดูดการต่อต้าน ความเป็นศัตรูจากผู้มีอำนาจทางโลก เพราะเหตุนี้ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร การเป็นพยานแห่งความเชื่อมักนำไปสู่ความเป็นมาร์ตีร์ (มรณสักขี) ความเป็นมรณสักขีนี้ถ้าจะทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็คือเครื่องหมายแห่งความจริงของพระเจ้า

ความจริงในบั้นปลายสุดก็คือ องค์พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็น “ความจริง หนทาง และ ชีวิต”


แบ่งปันพระวาจา วันที่ 21 พ.ย. 2013 


• ความเชื่อและเหตุผลสัมพันธ์กัน มโนธรรมเป็นความสามารถที่จะแสวงหาความจริง เพราะเหตุนี้เหตุผลและการพูดคุยโต้แย้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้คนเราขวนขวายที่จะรู้อย่างแน่ใจถึงความจริงที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระ

• มโนธรรม เป็นการสำนึกในจิตใจขั้นพื้นฐานที่จะรู้ แยกแยะ ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร ที่พระเจ้าปลูกฝังไว้ในตัวเรา การสำนึกนี้ต้องการตัวช่วยจากภายนอกที่จะทำให้เกิดผล และด้วยคำสอนต่างๆ จากพระศาสนจักร

การสำนึก ผิด-ชอบ นี้เปรียบได้กับการฝึกพูด เด็กที่เพิ่งเกิดจะสามารถพูดได้ก็ต่อเมื่อ เขา/เธอ อยู่ท่ามกลางคน (พ่อ-แม่-พี่-น้อง-ญาติ-คนเลี้ยง) ที่พูดภาษานั้นๆ เช่นกัน การที่เราจะรู้จัก รู้ผิด รู้ชอบ (มโนธรรม) ก็ต้องพึ่งวง สังคม/ชุมชน ที่มีศีลธรรม ที่จะซึมซาบลงในความสำนึก และ ในความประพฤติของเรา (และ สังคม/ชุมชน ที่มีศีลธรรมที่มั่นคงแน่นอนที่สุด ก็คือพระศาสนจักรคาทอลิกที่ได้รับพระพรแห่งความจริงและคำสอนของพระเจ้า)




(ยังมีต่อสัปดาห์หน้า


( 0 Votes )ความเชื่อมาได้หลายทาง