Nov NewHope

 

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 19 กันยายน 2013 ลูกา 23: 40-43

......แต่อีกคนหนึ่งดุเขา กล่าวว่า “แกไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือที่มารับโทษ
เดียวกัน สำหรับพวกเราก็ยุติธรรมแล้ว เพราะเรารับโทษสมกับการกระทำของเรา แต่ท่านผู้นี้มิได้ทำผิดเลย” แล้วเขาทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วยเมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักรของพระองค์” พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์”

 

       วันเยาวชนแห่งชาติได้เริ่มมีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2528 หลังจาก ที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2528 เป็นปีเยาวชนสากล ดังนั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติกำหนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปีเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพใน พระบาทสมเด็จพระจุล- จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 พระบาท- สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 และพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ได้ขึ้นครองราชสมบัติขณะยังทรงพระเยาว์
เยาวชน หมายถึง คนในวัยหนุ่มสาว คือผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 - 25 ปี นับแต่ปี พ.ศ. 2528 เยาวชนของชาติ ได้รับการส่งเสริม และพัฒนาให้สามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองพัฒนาชุมชนและพัฒนาประเทศได้ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมให้เยาวชนที่กระจายกันทั่วประเทศ ได้ตระหนักว่าเยาวชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาชาติให้มีความ มั่นคงและเจริญรุ่งเรือง โดยเริ่มจากการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีค่านิยมที่ถูกต้อง ภูมิใจและหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ซึ่งความเป็นไทย อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย รู้จักการอดออมและประหยัดรวมทั้งการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและ ประเทศชาติ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 

 

ผลของความเชื่อต่อชีวิตของเรา

       การยอมรับความเชื่อมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงแก่นในเรื่องของชีวิตที่เกี่ยวกับศีลธรรม (moral
life) การยอมรับความเชื่อหมายถึงการเจาะจงเอาบุคคลท่านหนึ่งมาเป็นศูนย์กลางของชีวิต บุคคลท่านนี้คือองค์พระ-
เยซูคริสต์ กล่าวแบบรวบรัด พระองค์คือแหล่งกำเนิดและจุดเริ่มต้นของความเป็นเลิศทางศีลธรรมสำหรับบรรดาผู้มี
ความเชื่อในพระองค์

       พระเยซูมิใช่เป็นเพียงพระอาจารย์ผู้ทรงรอบรู้ หรือ เป็นเพียงแบบอย่างให้ทำตามเท่านั้น แต่ว่าจากการมีความ
เชื่อมโยงของความเชื่อและความรักที่มีต่อพระองค์ พระองค์จึงสถาปนาความเชื่อมโยงนี้ขึ้นเป็นความสนิทสัมพันธ์เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระองค์กับสานุศิษย์ของพระองค์ด้วย (ความสนิทสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ก็คือ ชีวิตคริสตชน
ซึ่งนักบุญเปาโลได้อธิบายให้เห็นภาพชีวิตคริสตชนนี้ว่าเป็น “ชีวิตในพระคริสต์” ยิ่งกว่านั้นถึงกับย้ำยืนยันว่าดังนี้
“ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าอีกต่อไป แต่พระคริสต์ทรงดำรงชีวิตอยู่ในตัวข้าพเจ้า” (กท. 2:20) นี่เป็นข้อคำสอน
หนึ่งเดียวแบบที่ไม่เหมือนใครในบรรดาข้อคำสอน ทางศีลธรรม และทางหลักธรรมของศาสนาทั้งหลายในโลก สำหรับ
คริสตชนนั้น องค์พระเยซูคริสต์อยู่ในฐานะเป็นศูนย์กลางของชีวิตทางศีลธรรม เช่นเดียวกับที่เป็นศูนย์กลางของการ
ภาวนาและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตทางศีลธรรมเท่านั้น

       มีข้อน่าสังเกตุ ณ ตรงนี้ว่า ความเชื่อต้องแสดงออกมาอย่างสุดแรงเคลื่อนไหว ความเชื่อไม่ได้มีความหมาย
เพียงแค่เป็นการแสดงออกทางวาจาเท่านั้นดังที่ทำกันอยู่บ่อยๆ ในทุกวันนี้ เช่น การกล่าวบรรยายเรื่องความเชื่อบาง
ประการเกี่ยวกับชีวิต หรือการท่องบทข้าพเจ้าเชื่อเป็นต้น ความเชื่อเป็นพฤติกรรมของชีวิต ความเชื่อนำบุคคลหนึ่ง
เข้าไปเกี่ยวข้องกับอีกบุคคลหนึ่งไปเรื่อยๆ ความเชื่อเป็นวินัยภายในจิตใจที่กำหนดแนวทางให้ดำเนินกิจการไปอย่าง
สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ความเชื่อก่อให้เกิดความหวัง ซึ่งทำให้ชีวิตมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน ดังนั้น
ความเชื่อในพระคริสต์จึงเป็นเหมือนผู้บังคับบัญชาภายในจิตใจในการเสริมสร้างชีวิตทางศีลธรรมของคริสตชน

- คุณพ่อ Servais Pinckaers OP
(จาก Magnificat Year of Faith Companion)


(ได้รับการตรวจและแก้ไข โดยคุณพ่อจำเนียร กิจเจริญ)


( 0 Votes )ผลของความเชื่อต่อชีวิตของเรา