Apr 8

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 25 กรกฎาคม 2013 ยอห์น 20: 25-29

……ศิษย์คนอื่นบอกเขาว่า “พวกเราเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว”
แต่เขาตอบว่า “ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ และไม่ได้เอานิ้วแยงเข้าไปที่รอยตะปู และไม่ได้เอามือคลำที่ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเป็นอันขาด” แปดวันต่อมา บรรดาศิษย์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีก โทมัสก็อยู่กับเขาด้วย ทั้งๆ ที่ประตูปิดอยู่พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาทรงยืนอยู่ตรงกลางตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” แล้วตรัสกับโทมัสว่า “จงเอานิ้วมาที่นี่ และดูมือของเราเถิด จงเอามือมาที่นี่คลำที่สี่ข้างของเรา อย่าสงสัยอีกต่อไป แต่จงเชื่อเถิด” โทมัสทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ท่านเชื่อเพราะได้เห็นเรา ผู้ที่เชื่อ แม้ไม่ได้เห็น ก็เป็นสุข”

 

ข้าพเจ้าเชื่อ “ถึง/ใน” พระเป็นเจ้า (Credo)***
ข้าพเจ้าเชื่ออะไร? และเชื่ออย่างไร?

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่า พระคัมภีร์คือพระวาจาพระเจ้า
แต่ข้าพเจ้าไม่อ่าน ไม่ศึกษา ไม่รำพึง ภาวนา พระวาจาศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะฟังพระองค์

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่า ความเชื่อของคาทอลิกเป็นความเชื่อที่แท้จริง
แต่ข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวดีนี้แก่ผู้อื่นทั้งใกล้และไกล
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าละทิ้งเพื่อนพี่น้องของข้าพเจ้า

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อในชัยชนะของกางเขน
แต่ข้าพเจ้าตัดสินเพื่อนมนุษย์อย่างรุนแรงในความผิดพลาดของเขา
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าไม่รับรู้พลังการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อในความรอดที่พระเจ้ามอบให้แก่มนุษย์อย่างมากมาย
แต่ข้าพเจ้ายังทำใจไม่ได้ ยังติเตียนตนเอง ไม่ยกโทษให้กับตนเอง
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าปฏิเสธความรักของพระเจ้า
ไม่ยอมรับว่าพระเจ้าเป็นองค์ความรัก

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดิน
แต่ข้าพเจ้ากลับทำลายไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าไม่รักษามรดกที่พระเจ้ามอบให้แก่มนุษยชาติ

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างชีวิตทุกชีวิต
แต่ข้าพเจ้ากลับถือว่า การทำแท้งเป็นสิทธิที่มนุษย์เลือกทำได้
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าถือว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างปัญหา ไม่ใช่ “เป็นเจ้าของชีวิต”

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทุกคนตามภาพลักษณ์ของพระองค์
แต่ข้าพเจ้ากลับถือว่าบุรุษมีศักดิ์ศรีเหนือสตรี และคนผิวขาวเหนือคนผิวดำ
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าประกาศว่าพระเจ้าทรงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไว้วางใจไม่ได้
ไม่เป็นผู้ทรงความดีบริบูรณ์

• ถ้าข้าพเจ้าชอบพิธีมิสซาภาษาลาตินทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าไม่รู้ภาษาลาติน
แต่ไม่ใช่แค่นั้น ข้าพเจ้ายังกลับบ่นไม่ชอบใจที่อ่านบทอ่านในมิสซา
เป็นภาษาของเราเองอีกด้วย
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าไม่ให้พระเจ้าตรัส ให้พระองค์นิ่งเงียบอย่างเดียว

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่าเสียงมโนธรรม เป็นเสียงแรกจากพระเจ้า
แต่ข้าพเจ้าไม่สนใจในคำสอนของพระศาสนจักร
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าเปรียบเสมือนเรือที่ปราศจากหางเสือ
ลอยอยู่กลางทะเลท่ามกลางปัญหา และความยุ่งเหยิงของโลก

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่าพระคริสต์จะพิพากษาทั้งผู้เป็นและผู้ตาย
แต่ข้าพเจ้ายังใช้เวลาทุกวันในการวิพากษ์วิจารณ์ความผิดของผู้อื่น
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าแย่งชิงบัลลังก์การพิพากษาจากพระเจ้า

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อในการกลับคืนชีพของชีวิตกาย
แต่ข้าพเจ้าไม่ดูแลรักษาชีวิตกาย (ที่เปรียบเสมือนตู้ศีลบรรจุพระกายของพระเจ้าบนโลกนี้)
ตามจิตตารมณ์คริสตชนที่ดี
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าไม่กลัวที่จะผิดหวังและเสียใจอันจะเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของชีวิต

• ถ้าข้าพเจ้า เชื่อถึงพระจิตเจ้า พระบุคคลที่สามในพระตรีเอกภาพ
แต่ข้าพเจ้ากลับดำเนินชีวิตประจำวันอย่างกระด้างกระเดื่องต่อพระจิตเจ้า
เท่ากับว่าข้าพเจ้าไม่ฟังเสียงของพระเจ้า ผู้ทรงตรัสกับเรา

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อในการบังเกิดเป็นมนุษย์ขององค์พระบุตร
แต่ข้าพเจ้ากลับใช้ร่างกายสนองตัณหาและความชั่วช้าของเนื้อหนัง
เท่ากับว่า ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นผู้ทำลายสิ่งสร้างประเสริฐสุดของพระเจ้า
และความเป็นมนุษย์ที่ไร้มลทินขององค์พระเยซูคริสตเจ้า

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อในการประทับอยู่ขององค์พระเยซูคริสต์ในศีลมหาสนิท
แต่ข้าพเจ้ากลับไม่ฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์นี้
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่าพระคริสตเจ้าได้เสด็จมาประทับอยู่บนโลกนี้

• ถ้าข้าพเจ้าเชื่อว่าเราทุกคนเป็นพี่น้องชาย-หญิงในพระคริสต์
แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะแบ่งปันเวลา ความสามารถ และทรัพย์สมบัติเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
เท่ากับว่า ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะรับองค์พระคริสต์เป็นพระเชษฐาของข้าพเจ้า

(จาก Walk the Talk : Or Be Convicted by our Convictions
โดย คุณพ่อ RICK POTTS CSSR.
Liguorian ฉบับ January 2009)



*** นักบุญโทมัส อควินัส ยังได้อธิบายถึงการแสดงความเชื่อ (act of faith) ของคริสตชนสามประการดังนี้:-

ประการแรก : เมื่อเรากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเจ้า”
(I believe in God – credo Deum)
พระเจ้าเป็นผู้ที่เรารู้จักพระองค์ว่าเป็นใคร
(พระองค์เป็น ‘กรรม’ (object) ของความเชื่อของเรา)

ประการที่สอง : เมื่อเรากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อพระเจ้า”
(I believe God – credo Deo)
พระเจ้าเป็นผู้มอบความเชื่อ (the one who testifies)
เป็นผู้ทำให้เรายอมตามพระองค์ ไม่ขัดขืน

ประการที่สาม : เมื่อเรากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้า”
(I believe unto God – credo in Deum)
พระเจ้าเป็นผู้ที่เราเชื่อมั่นในพระองค์ วางความหวังไว้ในพระองค์
หมายถึง พระองค์เป็นเป้าหมายสุดท้ายของความเชื่อของเรา
(the goal of faith)
การแสดงออกที่เชื่อมั่นในพระองค์ (believing unto God – credo in Deum)
คือพลัง (dynamism) คือชีวิต (life) ของความเชื่อ (faith)
นำเราให้เชื่ออย่างเต็มใจ เชื่ออย่างมั่นใจ ไว้วางใจ ศรัทธา และ
รักพระองค์แม้ต้องสละชีพ

(จาก สารของคณะกรรมการเทววิทยานานาชาติ
ในโอกาสฉลอง “ปีแห่งความเชื่อ”
International Theological Commission’s
Statement on Year of Faith
Zenit News, October 16, 2012)

(ขอขอบพระคุณ คุณพ่อจำเนียร กิจเจริญ
ที่ได้กรุณาช่วยตรวจ แก้ไข คำแปลนี้ให้ถูกต้อง สมบูรณ์ขึ้น)

 


( 0 Votes )ข้าพเจ้าเชื่อ “ถึง/ใน” พระเป็นเจ้า (Credo)*** ข้าพเจ้าเชื่ออะไร? และเชื่ออย่างไร?