april 1

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 4 เมษายน 2013 ฮีบรู 13: 1-6, 8:


ท่านทั้งหลายจงรักกันฉันพี่น้องต่อไป อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขก
แปลกหน้า เพราะเมื่อต้อนรับแขกแปลกหน้า บางคนได้ต้อนรับทูตสวรรค์
โดยไม่รู้ตัว จงระลึกถึงผู้ที่ถูกจองจำประหนึ่งว่าท่านกำลังถูกจองจำร่วมกับ
เขาด้วย จงระลึกถึงผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะท่านก็มีร่างกายเช่นเดียวกัน จงให้
การสมรสเป็นที่นับถือจากทุกคน สามีภรรยาจงซื่อสัตย์ต่อกันเพราะพระเจ้า
จะทรงตัดสินลงโทษผู้ผิดประเวณีและผู้เป็นชู้ อย่าให้ความโลภทรัพย์สิน
เงินทองครอบงำชีวิตของท่าน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมี พระเจ้าตรัสว่า
“เราจะไม่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้า” โดยเหตุนี้ เราจึงพูดด้วยความมั่นใจได้ว่า
“พระเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไร
ข้าพเจ้าได้........ พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นองค์เดียวเสมอ ทั้งอดีต ปัจจุบัน
และตลอดไป

 

The Lost Generation vs. The Generation – Not Lost
(ชีวิตที่หลุดลอย vs. ชีวิตที่ยืนหยัด – ไม่ลอยหายไป)

     ศัพท์ภาษาอังกฤษ Generation ภาษาไทย หมายถึง ชั่วอายุคน/ อายุขัย/ รุ่น พวกเราที่ยังดำรงชีวิต
อยู่ทุกวันนี้ ถือเป็น รุ่น/ชั่วอายุคน เฉลี่ยระหว่างกลางศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1950) จนถึงกลางศตวรรษที่ 21
(ค.ศ. 2050)

     อายุของพวกเราในขณะนี้จะเป็น 1 ขวบ 11 ขวบ 21 ขวบ 31 ขวบ 41 ขวบ 51 ขวบ 61 ขวบ
71 ขวบ (รุ่นของราฟาแอล) 81 ขวบ (รุ่นของท่านพระคาร์ดินัล และ พี่สุเทพ จันทร์สังสรรค์) 91 ขวบ (รุ่น
ของคุณพ่อโกแตนท์, คุณพ่อละออ, มาแมร์ทีโอดอร์ และ พี่ประสงค์ ชมพะนันท์) หรือ 101 ขวบ (มีนะจะบอกให้
คือคุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ ของเรานี่เอง) ถือเป็นมิติ “เวลา” ที่เป็นพระพรที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่มนุษย์เราทุกคน พระพระแห่ง “เวลา” นี้ เราทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของเท่ากันทุกคน พระองค์ทรงมอบเวลาให้เราแบบฟรีๆ เราไม่ต้องซื้อ เวลามาตามจังหวะ (tempo) ของมัน จากวินาทีเป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี โดยเราไม่สามารถเก็บสะสมมันไว้ในกระป๋อง ไว้ในเซฟได้ เราทำได้อยู่อย่างเดียว คือใช้ “เวลา” อย่างชาญฉลาดในทางบวกให้เกิดผลดีงามแก่ตัวเอง และแก่สังคม มิติเวลานี้ยังลำดับชีวิตมนุษย์ให้เรียงตามกันมาเป็น “ชั่วอายุคน” (generation) นี่เป็นเวลาแห่งพระพรพระเจ้าที่ให้แก่เราแต่ละคนที่จะมีส่วนร่วมในการสานต่องานสร้างของพระองค์ (co-creation) เราแต่ละคนจึงมีบทบาท มีส่วนร่วม มีอิทธิพล (vocation = กระแสเรียก) เฉพาะในช่วงระยะเวลานั้นๆ ที่เรามีชีวิตอยู่ ที่จะทำให้โลกของตนดีกว่าที่เรารับมาจากบรรพบุรุษ และส่งโลกที่ดีกว่านี้ต่อให้แก่ลูกหลานของเราเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว

     ในบริบทของ Generation นี้ ได้รับอีเมลล์จากเพื่อน ส่งเรื่อง Lost Generation ของ Jonathan Reed มาให้อ่าน และให้ฟังพร้อมกันไปด้วย

http://www.youtube.com/watch_popup?v=42E2fAWM6rA
จึงได้จดข้อความมาให้ดังนี้:-


The Lost Generation
(ชีวิตที่หลุดลอย) by Jonathan Reed

I am a part of a lost generation
and I refuse to believe that
I can change the world.
I realize this may be a shock but
true happiness comes from within
is a lie, and
“Money will make me happy”.

So in 30 years I will tell my children
they are not the most important thing in my life.
My employer will know that
I have my priorities straight because
work
is more important than
family.
I tell you this:
Once upon a time
families stayed together
but this will not be true in my era.
This is a quick fix society.
Experts tell me
30 years from now I will be celebrating the 10th anniversary of my divorce.
I do not concede that
I will live in a country of my own making.
In the future
environmental destruction will be the norm.
No longer can it be said that
my peers and I care about this earth.
It will be evident that
my generation is apathetic and lethargic.
It is foolish to presume that
there is hope.

And all of this will come true unless we choose to reverse it.

     ที่ Jonathan Reed เขียน Lost Generation โดยพิมพ์ถ้อยคำ/ ประโยคในรูปแบบ “palindrome” คืออ่านจากข้างหน้าและอ่านจากข้างหลังของคำจะได้คำเดียวกัน/ ประโยคเดียวกัน (จากคำกรีก palindromes: palin = back, again + dramein = to run)
คำตัวอย่าง : Civic, deed, level, madam, reviver
ประโยคตัวอย่าง : Madam, I’m a dam
A Toyota
No, it is opposition
No lemons, no melon etc

 

     แต่ในบทความนี้ เป็น palindrome ต่างกันตรงที่ว่า เมื่ออ่านกลับความหมายของถ้อยคำ/ ประโยคเหล่านี้ ให้ความหมายในทางตรงกันข้ามจาก Lost Generation มาเป็น The Generation – not lost ดังนี้:-


The Generation – Not Lost
by Jonathan Reed
There is hope.
It is foolish to presume that
my generation is apathetic and lethargic.
It will be evident that
my peers and I care about this earth.
No longer can it be said that
environmental destruction will be the norm.
In the future
I will live in a country of my own making.
I do not concede that
30 years from now I will be celebrating the 10th anniversary of my divorce.
Experts tell me
this is a quick fix society,
but this will not be true in my era.
Families stayed together
Once upon a time
I tell you this:
family
is more important than
work.
I have my priorities straight because
my employer will know that
they are not the most important thing in my life.
So in 30 years I will tell my children
“Money will make me happy”
is a lie, and
true happiness comes from within.
I realize this may be a shock but
I can change the world

and I refuse to believe that
I am a part of a lost generation.

 

     ต้องขอชื่นชมกับ Jonathan Reed ที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถเขียนบทความ Lost Generation ที่เวลาอ่านจากบรรทัดตามลำดับ ก็เห็นเป็น “ชีวิตที่หลุดลอย” กับสภาพสังคมโลกปัจจุบันที่ถดถอยเสื่อมลงทุกขณะด้วยวัตถุนิยม (materialism) บริโภคนิยม (consumerism) สุขนิยม
(hedoism) และนิยม (ism) อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย:-

     ......แต่เมื่ออ่านถอยหลังกลับตามที่ประโยคสุดท้ายที่ Jonathan Reed เขียนว่า:
     ........And all of this will come true
             UNLESS WE CHOOSE TO REVERSE IT.
     ……และทั้งหมดนี้จะกลับกลายเป็นจริง
             ยกเว้นแต่ว่าพวกเราเลือกที่จะพลิกมันกลับ
ภาษาคริสตชนหมายถึง “กลับใจ” (ยืนหยัด ต่อสู้ สิ่งไม่ดีในชีวิต ในสังคม)

     ทำให้คิดถึงคำภาษาอังกฤษอีกคำหนึ่ง ที่มีตัวอักษรสี่ตัว เวลาอ่านจากข้างหน้า ให้ความหมายทีไม่ดี
แต่เมื่ออ่านจากข้างหลังไปข้างหน้า ให้ความหมายที่ดี ลบล้างที่ไม่ดีได้ คำๆ นี้คือ EVIL = ความไม่ดี
ความชั่ว ความอธรรม แต่เมื่ออ่านจากข้างหลังเป็น LIVE = มีชีวิต ดำเนินชีวิต มีพละกำลังวังชา

      บทความของ Jonathan Reed นี้ เมื่ออ่านตามปรกติ จึงเปรียบเสมือนคำ EVIL นี้ทำให้ใจหดหู่
หมดอาลัยตายอยาก หมดหวัง แต่เมื่ออ่านกลับจากประโยคสุดท้ายไปหาประโยคแรกของบทความต้นฉบับ
(ตามที่พิมพ์ให้ใหม่ เพื่อเราจะอ่านได้ง่ายขึ้น The Generation – not loss) เปรียบเสมือนคำ LIVE….
เรากลับมีชีวิตชีวาขึ้น เพราะเราได้ยืนหยัด ต่อสู้ พลิกสถานภาพที่ไม่ดี (reverse) ให้กลับดีขึ้น เข้าทำนอง
“มองมุมกลับ กลับมุมมอง”

      ......คงสรุปได้ด้วยประโยค palindrome ดังนี้:-

“LIVE NOT ON EVIL”

(เมื่ออ่านจากข้างหลัง เราก็ได้ประโยคเดียวกัน LIVE NOT ON EVIL)