oct 6

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์


    วันที่ 11 ตุลาคม 2012 มัทธิว 3: 1-3

     ในครั้งนั้น ยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง มาประกาศสอนในถิ่นทุรกันดาร
แห่งยูเดีย ยอห์นกล่าวว่า “จงกลับใจเถิด อาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว”
ยอห์นผู้นี้คือผู้ที่ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวถึงว่า คนคนหนึ่งร้องตะโกนใน
ถิ่นทุรกันดาร “จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำทางเดินของ
พระองค์ให้ตรงเถิด”

oct 7

 

(11 ตุลาคม ค.ศ. 2012 -  24 พฤศจิกายน 2013)

sep 2

                   The New Evangelization – การประกาศข่าวดีแบบใหม่
(คำบรรยายของพระคาร์ดินัล โยเซฟ รัทซิงเกอร์ – สมณมนตรี สมณกระทรวงแห่งพระสัจธรรม
                  แก่ครูคำสอนในโอกาสสัมมนาฉลองปี “ปีติมหาการุญ ค.ศ. 2000”
                    บทแปลนี้ได้รับการตรวจ แก้ไข โดยคุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส)
                                             (ตอนที่ 3/6)


                      III. เนื้อหาที่จำเป็นสำหรับการประกาศข่าวดีแบบใหม่
1. การกลับใจ (conversion)
          เกี่ยวกับเนื้อหา (contents) ของการประกาศข่าวดีแบบใหม่นี้ เราต้องรำลึกเสมอว่า
พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม และ พันธสัญญาใหม่แยกจากกันไม่ได้ เนื้อหาหลักจากพันธสัญญาเดิม
ถูกสรุปด้วยนักบุญยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง นั่นคือ การกลับใจ (metanoeite) เราไม่อาจเข้าหาพระเยซู
เจ้าได้โดยไม่ผ่านนักบุญยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง ไม่มีทางที่จะเข้าถึงพระเยซูเจ้าได้ถ้าไม่ตอบเสียงเรียก
ของนักบุญองค์นี้ที่มาเตรียมทางก่อน พระเยซูเจ้าทรงเชื่อมข่าวของยอห์นเข้ากับการเทศน์สอนของ
พระองค์ “จงกลับใจ และ เชื่อข่าวดีเถิด” (มก. 1:15)

     รากศัพท์ภาษากรีกของคำว่า “กลับใจ” หมายถึง “คิดใหม่” (to rethink) คิดใหม่อย่างไร?
คิดใหม่โดย:

     - ถามถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง
     - ยอมให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตของเรา
     - ไม่ตัดสินใจคล้อยตามกระแสของสังคม

       เมื่อคิดใหม่เช่นนี้แล้ว การกลับใจจึงหมายถึง:
     - ไม่ดำเนินชีวิตเหมือนคนทั่วไป
     - ไม่ปฏิบัติตามคนส่วนใหญ่
     - ไม่คิดเข้าข้างตนเองในกิจการที่น่าสงสัย ที่กำกวมต่อความไม่ถูกต้อง
เพียงเพราะคนส่วนใหญ่เขาทำกัน
     - เริ่มมองชีวิตของตนเองด้วยสายพระเนตรของพระเจ้า
     - ทำความดีถึงแม้จะลำบาก
     - ไม่ปล่อยตัวตามเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ยุติธรรม
     แต่ยึดความยุติธรรมของพระเจ้า

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ:
     - ดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ ฟื้นฟูชีวิตใหม่

 

     แต่แนวทางทั้งหมดนี้ มิได้หมายถึงเพียงให้ได้ชื่อว่าเป็นคนมีศีลธรรมเท่านั้น (moralism)
เพราะการที่จะให้คริสตศาสนายืนหยัดเฉพาะด้านศีลธรรมเท่านั้น ทำให้เรามองข้ามแก่นแท้ที่สำคัญ
ของคำสอนของพระคริสต์ นั่นคือของขวัญแห่งมิตรภาพใหม่ ของขวัญการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู-
เจ้าและกับพระเจ้า ใครก็ตามที่กลับใจมาพบพระคริสต์นั้น ไม่ได้หมายความว่า เขา/เธอ อยู่ในโลก
ศีลธรรมส่วนตัวเป็นเอกาธิปไตยกับตนเอง เพราะ เขา/เธอ ไม่มีทางที่จะประกอบความดีด้วยพลัง
ของตนเองได้

     การกลับใจ มีความหมายตรงกันข้าม คือ ให้ออกจากความคิด ความรู้สึกว่า ฉันพึ่งตนเอง
ได้แล้ว ฉันดีพอแล้ว เราต้องนำตนเองออกจากความรู้สึกนี้เพื่อพบและยอมรับความขัดสน ความ
ยากจนของตนเอง และของคนอื่นด้วย รวมทั้งความจริงที่ว่าเราต้องการพระเจ้าด้วย นั่นคือต้อง
การการอภัยโทษจากพระองค์ รวมทั้งมิตรภาพของพระองค์ ชีวิตที่ยังไม่ยอมกลับใจเปรียบเสมือน
กับการบอกกับตนเองว่า ผม/ดิฉัน ไม่ได้เลวกว่าคนอื่น เป็นการตัดสินเข้าข้างตนเอง การกลับใจเป็น
ความถ่อมตนโดยมอบตนเองให้อยู่ในความวางใจในความรักของพระเจ้า ความรักที่กลาย เป็น
มาตรการและองค์ประกอบสำคัญของชีวิตของเราเอง

     ในเรื่องนี้ เราก็อย่าลืมมิติด้านสังคมของการกลับใจ แน่นอนว่า ก่อนอื่นการกลับใจเป็นเรื่อง
ส่วนตัว เป็นการกระทำของเราเอง ข้าพเจ้าเอง (พระคาร์ดินัล รัทซิงเกอร์) ไม่คล้อยตามสูตรที่ว่า
“ทำตามคนอื่น” (ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้คนอื่นทำตามข้าพเจ้าด้วย) เราแต่ละคนอยู่เฉพาะ
พระพักตร์พระเจ้า และรับผิดชอบการกระทำของตน

     แต่ความเป็นส่วนตัว (personalization) ที่แท้จริง (ของการกลับใจ) นี้ ก็สะท้อนความ
สัมพันธ์กับผู้อื่น (socialization) ที่ลึกซึ้งไปในตัวเสมอด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราแต่ละคนที่กลับใจ
เราก็จะเปิด “ตัวกู” (I) อีกครั้งให้แก่คนอื่น “ท่าน” (you) โดยสิ้นเชิงไม่ปกปิดอะไรเลย และ “เรา”
(we) คนใหม่ก็จะเกิดขึ้น ถ้าแนวทางการดำเนินชีวิต (lifestyles) ที่แพร่กระจายในโลกปัจจุบัน
ชี้บ่งอันตรายของการไม่เป็นตัวของตัวเอง (de-personalization) และการไม่ดำเนินชีวิตตามกระแส
เรียกของตนแต่กลับไปเลียนแบบชีวิตของคนอื่น จึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องกลับใจเพื่อสร้าง “เรา” (we)
คนใหม่โดยเร็ว เพื่อเดินทางในหนทางของพระเจ้าด้วยกัน

     การกลับใจนี้ เราต้องครอบคลุมชุมชนแห่งชีวิตด้วย เพราะชุมชนเป็นสถานที่ เป็นพื้นที่ที่เรา
ดำเนินชีวิตแบบใหม่นี้ เราไม่อาจประกาศข่าวดีได้ด้วยคำพูดแต่เพียงอย่างเดียว พระวรสาร (ข่าวดี)
แสดงออกในชีวิต จึงสร้างชีวิต สร้างชุมชนสู่ความก้าวหน้า การกลับใจเฉพาะระดับปัจเจกบุคคลนั้น
ไม่จีรังยั่งยืน
                                                                              ******************************** (ยังมีต่อ)

 

วันที่ 29 กันยายน 2012

เรียน เพื่อนสมาชิกกลุ่มแบ่งปันพระวาจา ที่เคารพรัก

     วันที่ 22 กันยายน 2012 พวกเรามีโอกาสพบปะกันรำพึงพระวาจา ณ บ้านอาจารย์ชัยณรงค์ และ
รศ. ดร. จินตนา มนเทียรวิเชียรฉาย ในบริเวณมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ลาดพร้าว นับเป็นครั้งที่ 53 มีสมาชิกเข้าร่วมประมาณสี่สิบท่าน ขาดแม่งานคนสำคัญ คุณพวงเพ็ญ อินทรวิศิษฎ์ พิธีกรเลขาธิการเดินทางไปทัวร์ยุโรปชมความงามฤดูใบไม้หลากสีที่ประเทศอังกฤษ อัศวินแห่งเกาะมอลต้า ดร. วิรัชนี พรหมสุนทร จึงทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการแทน

     พระวาจา ปฐมกาล 22:1-19 อับราฮัมพร้อมจะถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา
“จงพาอิสอัคบุตรของท่าน บุตรคนเดียวที่ท่านรักไปยังดินแดนโมริยาห์ แล้วถวายเขาเป็นเครื่องเผาบูชาบนภูเขาที่เราจะบอกให้ท่านรู้”

     ‘โมริยาห์’ เป็นเนินเขาอยู่ในกรุงเยรูซาเลม ข้างกำแพงด้านตะวันตกหรือ (กำแพงร้องไห้) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารเยรูซาเลมที่หลงเหลืออยู่จาการถูกเผาทำลายโดยทหารโรมัน อาจารย์กีรติ บุญเจือ สมาชิกราชบัณฑิตสภามีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมแท่นหินโมริยาห์ซึ่งอยู่ในเขตดูแลของอิสลาม การเข้าไปในเขตแดนนี้ต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ นักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมได้บริเวณกำแพงร้องให้เท่านั้น

     คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร เคยเข้าไปดูแท่นหินศักดิ์สิทธิ์นี้เช่นกัน เนื่องจากแท่นหินนี้เป็นสถานที่อับราฮัมมัดอิสอัคบุตรชายเตรียมถวายบูชาแด่พระเจ้า ทูตสวรรค์บอกให้อับราฮัมระงับการฆ่านั้นกล่าาวว่า “บัดนี้ เรารู้แล้วว่า ท่านยำเกรงพระเจ้า และมิได้หวงบุตรคนเดียวของท่านไว้ ไม่ถวายแก่เรา” อับราฮัมจึงฆ่าแกะที่เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ถวายบูชาพระเจ้าบนแท่นหินโมริยาห์นี้แทน

     ชาวยิวจึงถือว่าแท่นหินนี้เป็นศิลาฤกษ์ ‘FOUNDATION STONE’ เพราะพระยาห์เวห์ตรัสที่นี่ดังนี้ “เพราะ ท่านมิได้หวงแหนบุตรคนเดียวของท่านไว้ เราสาบานต่อเราเองว่า เราอวยพรให้ท่านอย่างมาก จะให้ลูกหลานของท่านทวีจำนวนมากเท่ากับดวงดาวบนท้องฟ้า และเม็ดทรายตามชายทะเล ลูกหลานของท่านจะได้เมืองของศัตรูเป็นกรรมสิทธิ์ ชนทุกชาติบนแผ่นดินจะได้รับพระพรเพราะลูกหลานของท่าน ทั้งนี้ เพราะท่านเชื่อฟังคำสั่งของเรา”

 

 

     โมริยาห์ แปลว่า ‘พระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมไว้’ แท่นหินนี้อยู่ใต้หลังคา Dome of the Rock โดมหลังคาทองคำที่เราเห็นด้านซ้ายมือของกำแพงร้องให้ สมัยที่วิหารกรุงเยรูซาเลมยังไม่ถูกทำลาย จุดนี้คือจุดที่เรียกว่า ‘Holy of Holies’ หีบแห่งพันธะสัญญาที่ชาวยิวแบกออกมาจากประเทศอียิปต์ในยุคของโมเสสตั้งไว้เหนือหินก้อนนี้ เพื่อที่จะเข้าใจถึงความสำคัญของศิลาแท่นนี้ บทประพันธ์บทนี้พอจะช่วยให้ท่านตระหนักถึงจิตวิญญาณของชาวยิวมีต่อศิลาแท่นนี้ได้เป็นอย่างดี

 

        As the navel is set in the centre of the human body,

 

          So is the land of Israel the navel of the world……

 

                   Situated in the centre of the world,

 

         And Jerusalem in the centre of the land of Israel,

 

        And the Holy Place in the centre of the sanctuary,

 

            And the Ark in the centre of the Holy Place,

 

   And the FOUNDATION STONE before the Holy Place,

 

               Because from it the world was founded.

 

 

 

     ขอบคุณ คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร, คุณพ่อสมชัย พิทยาพงศ์พร และคุณพ่อซิกมุนต์ แลสเซ็นสกี้ ที่นำ
พวกเราให้เข้าใจความหมายของ ‘ความเชื่อ’ คือการออกไปจากตัวเอง เหมือนกับอับราฮัมที่ออกจากบ้านเมือง
ของตนตามเสียงเรียกของพระเจ้า จงมี ‘ความวางใจ’ อับราฮัมวางใจในพระเจ้า แม้มีบุตรชายเพียงคนเดียว ก็พร้อมถวายบูชาแด่พระเจ้า และเราจะพบกับ ‘ความรัก’ ของพระเจ้าผู้จัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้ เพราะ ความเชื่อ ความวางใจ และความรัก คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า

 

     ขอบคุณอาจารย์ชัยณรงค์ และ รศ. ดร. จินตนา มนเทียรวิเชียรฉาย ที่มอบบ้านของท่านเพื่อให้พวกเราพบกับ ‘โมริยาห์’ Foundation Stone ศิลาฤกษ์แห่งชีวิตที่บ้านของอาจารย์

 


ด้วยความเคารพรักในพระคริสตเจ้า

 

มนูญ วิสิฐนนทชัย

 

 

 

 

 

 


( 0 Votes )The New Evangelization (ตอนที่ 3/6)