sep 2

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

วันที่ 13 กันยายน 2012 มัทธิว 28: 18-20

พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ ตรัสแก่เขาเหล่านั้น “พระเจ้าทรงมอบ
อำนาจอาชญาสิทธิ์ทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินให้แก่เรา เพราะฉะนั้น
ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาป
ให้เขาเดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และ พระจิต จงสอนเขาให้ปฏิบัติ
ตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน แล้วจงรู้เถิดว่าเราอยู่กับท่านทุกวันตลอด
ไปตราบจนสิ้นพิภพ”

sep 3

(11 ตุลาคม ค.ศ. 2012 -  24 พฤศจิกายน 2013)

sep 2

 

-----------------------------------

sep 4

 

ในโอกาสบรรดาพระสังฆราชทั่วโลกจะเริ่มประชุมสมัชชาสามัญในหัวข้อเรื่อง
“การประกาศข่าวดีใหม่ เพื่อการถ่ายทอดความเชื่อคริสตชน” ช่วงเวลา วันที่ 7-28 ตุลาคม
2012 นี้ และในขณะเดียวกัน เป็นการเริ่มต้น “ปีแห่งความเชื่อ” (เริ่มวันที่ 11 ตุลาคม
ค.ศ. 2012 จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2013) สำหรับคริสตชนทั่วโลก
กลุ่มแบ่งปันพระวาจาฯ กรุงเทพฯ จึงใคร่ขอเสนอบทความ “การประกาศข่าวดี
แบบใหม่” (The New Evangelization) ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16
เมื่อ 12 ปีก่อนขณะที่พระองค์ (พระคาร์ดินัลโยแซฟ รัสซิงเจอร์) ยังเป็นสมณมนตรี
สมณกระทรวงแห่งพระสัจธรรม บทความนี้สรุปเนื้อหาการประกาศข่าวดีแบบใหม่ที่
พระองค์มอบให้แก่กลุ่มครูคำสอนในการประชุมสัมมนาฉลองปี “ปีติมหาการุญ ค.ศ. 2000”

 

บทความนี้ค่อนข้างยาว จึงได้แบ่งเป็น 6 ตอน (แต่ละตอนห่างกันสองสัปดาห์)
บทแปลนี้ได้รับความกรุณาจากคุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส ได้ช่วยตรวจและแก้ไขแล้ว

 

ขอเสนอแนะให้อ่านบทความนี้ควบคู่กับพระสมณสาสน์เรื่อง “ก้าวไปสู่ปีแห่ง
ความเชื่อ” ของสมเด็จพระสันตะปาป เบเนดิกต์ ที่ 16 ที่มอบให้ในโอกาสฉลอง
“ปีแห่งความเชื่อ” เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 2011 ที่เสนอแนวทางปฏิบัติในการ
ประกาศข่าวดีแบบใหม่ให้แก่คริสตชนทั่วโลก

 

ขอเชิญชวนสมาชิกกลุ่มแบ่งปันพระวาจาฯ ได้มีส่วนร่วมในการประกาศข่าวดี
แบบใหม่ด้วยความยินดี ด้วยความกระตือรือร้น โดยเริ่มต้นจากตนเองก่อน

 

**********************************

 

The New Evangelization – การประกาศข่าวดีแบบใหม่
(คำบรรยายของพระคาร์ดินัล โยเซฟ รัทซิงเกอร์ – สมณมนตรี สมณกระทรวงแห่งพระสัจธรรม
แก่ครูคำสอนในโอกาสสัมมนาฉลองปี “ปีติมหาการุญ ค.ศ. 2000”
บทแปลนี้ได้รับการตรวจ แก้ไข โดยคุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส)
(ตอนที่ 1/6)

 

     ชีวิตมนุษย์ไม่สามารถบรรลุผลด้วยตนเองได้ ชีวิตของเราเป็นคำถามที่เปิด เป็นโครงการที่ยังไม่จบ
แต่กำลังเดินต่อไปสู่การเกิดดอกออกผล และบรรลุความสำเร็จถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด คำถามพื้นฐานสำหรับทุกคนก็คือ:-
• เราจะบรรลุผลสำเร็จนี้ (คือการเป็น “คน”) นี้ได้อย่างไร?
• เราจะเรียนรู้ศิลปะการดำเนินชีวิตได้อย่างไร?
• ทิศทางใดที่จะนำชีวิตสู่ความสุข?

 

การ “ประกาศข่าวดี” คือ:
• การแสดงหนทางนี้
• การสอนศิลปะการดำเนินชีวิต
ขณะที่องค์พระเยซูคริสตเจ้าเริ่มประกาศข่าวดี พระองค์ตรัสว่า:-
+ “พระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน” (ลก 4: 18)

 

ซึ่งพระองค์หมายถึง:-
+ ข้าพเจ้า (พระเยซูเจ้า) มีคำตอบสำหรับคำถามพื้นฐานของท่าน (มนุษย์)
+ ข้าพเจ้าจะแสดงหนทางแห่งชีวิต หนทางสู่ความสุข

 

ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังบอกอีกว่า:-
+ เราเป็นหนทาง (ความจริง และ ชีวิต) (ยน. 14:6)

 

     ความยากจนที่น่าอนาถที่สุดของมนุษย์ ก็คือการที่ตนเองไม่สามารถเจริญชีวิตด้วยความชื่นชมยินดี อยู่ไปวันๆ ในความเบื่อหน่ายหมดอาลัยตายอยาก ในความขัดแย้งของเป้าหมายของชีวิต ความยากจนเยี่ยงนี้ดูเหมือนจะแพร่กระจายไปในวงกว้างขึ้น ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในประเทศที่ร่ำรวยด้านวัตถุและประเทศที่อัตคัดขาดแคลน การไม่สามารถดำเนินชีวิตด้วยความชื่นชมยินดีนี้ ทำให้รักไม่เป็น กลับสร้างความโลภและความอิจฉาริษยา ความบกพร่องในจิตใจนี้รังแต่จะทำร้ายชีวิตของแต่ละคนทั่วโลก

 

     เพราะเหตุนี้ มนุษยชาติจึงต้องการข่าวดีใหม่อีกครั้ง ถ้าหากศิลปะการดำเนินชีวิต (สู่ความสุขแบบนี้) ยังไม่เป็นที่รู้จัก ก็ไม่มีวิธีอื่นใดจะมาช่วยได้ แต่ศิลปะนี้มิใช่เป็นเรื่องของวิทยาการที่เราจะเรียนรู้เองได้ ศิลปะนี้ถูกประกาศให้แก่มนุษยชาติรับรู้โดย “บุคคล” ผู้ทรงชีวิต “บุคคล” ผู้เป็น “ข่าวดี” ที่รับบังเกิดเป็นมนุษย์เอง (the Gospel personified) นั่นคือ “องค์พระเยซูคริสตเจ้า” นั่นเอง

 

I. โครงสร้าง และ วิธีการประกาศข่าวดีแบบใหม่
1. โครงสร้าง (structure) เค้าโครงความเข้าใจ
     ก่อนที่จะกล่าวถึงเนื้อหาพื้นฐานของการประกาศข่าวดีแบบใหม่ ข้าพเจ้า (พระคาร์ดินัล
     ยอแซฟ รัทซิงเกอร์) อยากจะกล่าวสักสองสามคำ เกี่ยวกับโครงสร้าง เค้าโครงเพื่อความเข้าใจที่
     ถูกต้อง และวิธีการต่างๆ

 

     พระศาสนจักรประกาศข่าวดีอยู่เสมอ และไม่เคยที่จะหยุดยั้งที่จะประกาศข่าวดีนี้
พระศาสนจักรประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ มอบศีลศักดิ์สิทธิ์แก่สัตบุรุษ ประกาศพระวาจาทรง
ชีวิตทุกวัน และปกป้องสิทธิเหตุแห่งความยุติธรรมและเมตตาธรรม การประกาศข่าวดีนี้บังเกิด
ผลดีคือ:-
o ให้แสงสว่าง ความชื่นชมยินดี
o ชี้หนทางแห่งชีวิต
o มนุษย์อีกหลายคนดำเนินชีวิตในแสงสว่างนี้ ในความอบอุ่นแห่งจิตใจนี้ที่
   ฉายแสงจากการประกาศข่าวดีอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว

     ถึงกระนั้นฯ เรายังเห็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องที่กำลังทลายจิตตารมณ์ของพระคริสต์
ออกจากสังคม (de-Christianization) และเริ่มสูญเสียคุณค่าที่สำคัญของชีวิตมนุษย์ กระบวน
การนี้ยังความกังวลอย่างยิ่ง ทุกวันนี้ชนกลุ่มใหญ่ไม่พบพระวรสารในการประกาศข่าวดีของพระ-ศาสนจักร อีกนัยหนึ่งคือ ไม่อาจพบคำตอบต่อคำถามที่ว่า “จะต้องดำเนินชีวิตอย่างไร?”
(how to live?)

 

     ดังนั้น เราจึงต้องแสวงหาวิธีการแบบใหม่ที่จะประกาศข่าวดีเพื่อจะให้คริสตชนและโลก
มนุษย์ (ที่ไม่อาจเข้าถึงข่าวดีได้จากการประกาศแบบที่ทำมาในอดีต) ได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้ รู้จัก
ข่าวดีนี้ให้ได้ มนุษย์ทุกคนต้องการ “พระวรสาร” พระวรสารมีไว้สำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะ
สำหรับกลุ่มพิเศษกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราจึงต้องหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะนำ “พระวรสาร” ไปหาทุกคน

 

 

 

     ในความพยายามนี้ ยังมีการทดสอบหนึ่งซ่อนอยู่ นั่นคือ การขาดความอดทน
ความต้องการผลสำเร็จใหญ่โตทันที การดึงดูดคนเข้ามามากๆ (การเพิ่มจำนวนคริสตชน)
แต่นี่มิใช่วิธีการของพระเจ้า สำหรับพระอาณาจักรพระเจ้าเช่นเดียวกับการประกาศข่าวดี
เครื่องมือและพาหนะสู่อาณาจักรพระเจ้า นิทานเปรียบเทียบเรื่องเมล็ดมัสตาร์ด (มก. 4: 31-32)
ยังคงใช้ได้และมีความหมายอยู่เสมอ

 

     อาณาจักรของพระเจ้าเริ่มใหม่อยู่เสมอตามเครื่องหมายนี้ (นิทานเรื่องเมล็ดมัสตาร์ด)
การประกาศข่าวดีแบบใหม่ ไม่ได้หมายถึงการนำคนที่ห่างเหินจากพระศาสนจักรกลับมาเป็น
จำนวนมากๆ โดยใช้วิธีการใหม่ที่ละเอียดอ่อนขึ้น ไม่ใช่เลย – การประกาศข่าวดีแบบใหม่มิได้
สัญญาไว้เช่นนี้

 

     การประกาศข่าวดีแบบใหม่ หมายถึง:-
- การไม่พึงพอใจเพียงที่รับรู้ความจริงว่า เมล็ดมัสตาร์ดเล็กๆ นี้จะเจริญเติบโตเป็น
  ต้นไม้ใหญ่ (พระศาสนจักรสากล) เท่านั้น
- การไม่คิดเพียงแต่ว่า เมื่อมีนกนานาชนิดมาพักบนกิ่งของต้นไม้ต้นนี้ก็เป็นการเพียงพอแล้ว
- แต่หมายถึง การที่จะพยายามอีกครั้ง และด้วยความสุภาพถ่อมตนเหมือนเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่จะปล่อยให้พระเจ้าทรงทำงานให้ “เมล็ดนั้นก็งอกขึ้น      

   และเติบโต.....ให้เกิดผล.....”
(มก. 4:26-29) โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? เมื่อไร? และ แค่ไหน?

 

     สิ่งใหญ่โตมักจะเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ (เมล็ดพันธุ์เล็กๆ) ก่อน ส่วนความเคลื่อนไหวที่ใหญ่โต
มักเป็นปรากฎการณ์ชั่วคราว ในกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต คุณพ่อ Teilhard de
Chardrin SJ นักวิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่า จุดเริ่มต้นของ species ใหม่ มักเริ่มต้นจากสิ่งที่มอง
ไม่เห็น และไม่สามารถค้นพบในห้องแล็ปวิทยาศาสตร์ได้ ต้นตอถูกซ่อนไว้ มันเล็กเกินไป
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ของจริงที่ใหญ่โตมักเริ่มต้นในความสุภาพถ่อมตน (เริ่มต้นเล็กๆ)

 

     ขอให้เราพักทฤษฎีของคุณพ่อ Teilhard ไว้ก่อน แต่กฎเกณฑ์เรื่องจุดเริ่มต้นที่มองไม่เห็น
บอกความจริงบางอย่างแก่เรา ความจริงที่ปรากฎในงานของพระเจ้าในประวัติศาสตร์.....
“พระเจ้าเอ็นดูเจ้าและเลือกเจ้า ไม่ใช่เพราะพวกเจ้ามีจำนวนมาก มากกว่าชนชาติอื่น ชนเผ่าเจ้า
กลับมีจำนวนน้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ แต่เพราะพระองค์ทรงรักพวกเจ้า” นี่คือพระดำรัสของพระ-
เจ้าในพันธสัญญาเดิม และนี่คือข้อที่ค้านกันเอง (paradox) ในประวัติศาสตร์แห่งความรอดของ
มนุษยชาติ จริงซินะ พระเจ้าไม่ได้นับด้วยตัวเลขมากๆ อำนาจที่แสดงออกภายนอกไม่ใช่
เครื่องหมายของการประทับอยู่ของพระองค์

 



 

     นิทานเปรียบเทียบส่วนใหญ่ของพระเยซูชี้บ่งโครงสร้างการเข้ามาเกี่ยวข้องของพระเจ้า
ในรูปแบบเช่นนี้ (เริ่มต้นเล็กๆ) และนี่คือคำตอบของพระเยซูเจ้าต่อความกังวลต่างๆ ของบรรดา
อัครสาวกผู้หวังเครื่องหมายของความสำเร็จจากพระผู้ไถ่ – ความสำเร็จในรูปแบบต่างๆ ที่ซาตาน
เสนอแก่พระองค์ในการประจญในถิ่นทุรกันดาร (มธ. 4:9)

     นักบุญเปาโลในช่วงสุดท้ายของชีวิตของท่าน เชื่อว่าท่านได้ประกาศข่าวดีไปจนสุดปลาย
แผ่นดิน แต่กลุ่มคริสตชนในขณะนั้นยังเป็นชุมชนเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปในโลกที่ยังแคบๆ อยู่
ในขณะนั้น แต่ในความเป็นจริง ชุมชนคริสตชนเหล่านั้นเปรียบประดุจเชื้อแป้งที่แทรกอยู่ใน
เนื้อแป้ง และเป็นพวกเขาเองที่เป็นผู้ค้ำประกันอนาคตของโลก (มธ. 13:33)

     มีสุภาษิตโบราณข้อหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จไม่ได้เป็นพระนามหนึ่งของพระเจ้า”
(success is not one of the names of God) การประกาศข่าวดีแบบใหม่ต้องก้มศีรษะน้อมรับ
พระธรรมล้ำลึกเรื่องเมล็ดมัสตาร์ดเล็กๆ และอย่าไปโอ้อวดว่าเมล็ดพันธุ์เล็กๆ นี้จะเติบโตเป็น
ต้นไม้ใหญ่โดยเร็ว

 

     ทุกวันนี้ เราคริสตชนมักดำเนินชีวิตด้วยความคิดที่อยู่ระหว่างสองขั้วนี้ คือความคิดที่ว่า
ชีวิตนี้ปลอดภัยแล้วบนต้นไม้ที่เติบใหญ่ต้นนี้ กับความคิดที่ขาดความอดทนอยากจะเห็นต้นไม้
ต้นนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว....... เราควรคิดกลับกัน โดยยอมรับธรรมล้ำลึกว่าพระศาสนจักรเป็นทั้ง
ต้นไม้ที่เติบใหญ่แล้วก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ด้วย ในประวัติศาสตร์แห่ง
ความรอด วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) ย่อมต้องอยู่คู่กับวันอาทิตย์ปัสกา (Easter
Sunday) เสมอ

 

****************************** (ยังมีต่อ)

 

 

 

 

 

 


( 0 Votes )The New Evangelization – การประกาศข่าวดีแบบใหม่
Tags: