july 2

กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์

    วันที่ 5 กรกฎาคม 2012 โรม 6: 1-7
     แล้วเราจะว่าอย่างไร เราควรจะทำบาปต่อไปเพื่อพระหรรษทานจะได้มาก
ขึ้นกระนั้นหรือ หามิได้ เราตายจากบาปแล้ว เรายังจะมีชีวิตอยู่ในบาปต่อไปได้
อย่างไรเล่า ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า เราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปเดชะพระคริสตเยซู
ก็ได้รับศีลล้างบาปเข้าร่วมกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วย ดังนั้น เราถูกฝังไว้ใน
ความตายพร้อมกับพระองค์ อาศัยศีลล้างบาป เพื่อว่าพระคริสตเจ้าทรงกลับคืน
พระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายเดชะพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาฉันใด เราก็จะดำเนิน
ชีวิตแบบใหม่ด้วยฉันนั้น ถ้าเรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในการสิ้นพระชนม์
เราก็จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในการกลับคืนพระชนมชีพด้วยเช่นกัน เรารู้ว่า
สภาพเดิมของความเป็นมนุษย์ของเราถูกตรึงกางเขนไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อว่าร่างกาย
ที่ใช้ทำบาปของเราจะถูกทำลาย และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป เพราะคนที่
ตายแล้วก็ย่อมพ้นจากบาป

มธ. 10: 30-31
     .........ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ากลัวเลย
ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก

*************************************************
                                      ขอขอบคุณ
สมาชิกกลุ่มแบ่งปันหลายท่าน ที่ได้กรุณามอบทุนสนับสนุน
   ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งบทแบ่งปันให้แก่เพื่อนๆ สมาชิก
       ขอขอบคุณในน้ำใจดี และความเมตตาของท่าน
          ขอพระเจ้าโปรดประทานพรให้แก่ท่าน และ
               สมาชิกในครอบครัวของท่านทุกคน

 

                ผม/ดิฉัน เป็นใคร?
                    (Who Am I?)
                                                                                                             (ตอนที่ 3/7)

ข. ผม/ ดิฉัน เป็น ใครในพระศาสนจักร

หน้าที่และบทบาทในฐานะคริสตชน

     โดยทางศีลล้างบาป และศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เราเป็นคริสตชน และเป็นอวัยวะของ
พระกายทิพย์ (Mystical Body) ขององค์พระเยซูคริสต์ เป็นสมาชิกของพระศาสนจักร
(The Church) โดยมีส่วนร่วมในชีวิตของพระเยซูคริสต์ ในศักดิ์ความเป็นสงฆ์ ประกาศก
และ กษัตริย์ (ส่วนร่วมในการสานต่องานสร้างของพระเจ้า – co-creation)

*********

พระศาสนจักร (Ekklesia = ex + kaleo (เรียก – call)
     คือ ประชากรพระเจ้าที่ถูกเรียกให้มารวมกัน ก่อตัวเป็นเครือข่าย (network) ของความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างบุคคล (ระหว่างสมาชิกพระศาสนจักร) เพราะถ้าขาดคุณสมบัติข้อนี้แล้ว การเป็นอยู่ (existence) ที่แท้จริงของพระศาสนจักรจะยังไม่เกิดขึ้น

เพราะเหตุนี้ พระศาสนจักรคือที่ที่ “ความเป็นจริง (reality) ขององค์พระเยซูคริสตเจ้า“ ผ่านทาง
พระจิตเจ้า:
                     - เป็นอยู่ (exists, is made present)
                     - ตอบรับด้วยความเชื่อ (accepted in faith)
                     - เป็นจริงในความรัก (realized in love)

     พระศาสนจักรดำเนินชีวิตตามจังหวะ (ตามการนำ) ของพระจิตเจ้า ทั้งในหนทางแห่งความคิดสร้างสรรค์ และการตอบรับเหตุการณ์ที่มา ที่เกิดขึ้น (improvisation) ซึ่งทำให้ชุมชนคริสตชนมีรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงฟื้นฟู และเชื่อมสัมผัสกับผู้อื่นและสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ (improvisional and outgoing)

     เพราะเหตุนี้ พระศาสนจักร (ด้วยความสำนึกถึงแหล่งกำเนิด และคุณลักษณะของตน) จึงต้องก้าวเดินด้วยความกล้าหาญ ก้าวเดินสู่อนาคตที่เรายังไม่สามารถมองเห็น อนาคตที่นำมาซึ่ง สิ่ง/ เหตุการณ์/ สภาพใหม่ และบ่อยครั้งที่เราไม่สามารถคาดคำนึงถึงได้ล่วงหน้า หรือคิดว่ามันเป็นไปได้ สภาพเช่นนี้มีผลกระทบ (repurcussions) ต่อคริสตชนในฐานะบุคคลทุกคนด้วย


                               From : Words, works and eschatological signs of the Body of
                               Christ: his existence and his mission. The pilgrim Church
                               by : Prof. Carmelo Dotolo

     ประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรเป็นพยานถึงเหตุการณ์แห่งการดลใจของพระจิตเจ้าที่ปลุกที่เขย่า คริสตชนให้ตื่นตัว (ในฐานะบุคคลแต่ละคน) กับ ชุมชนคริสตชน กับพระศาสนจักรส่วนรวม ที่เรียกร้องการ
เป็นพยานอย่างเด่นชัดต่อพระวรสารของพระเยซูคริสต์

     ในเหตุการณ์ดลใจของพระจิตเจ้านี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง เกิดขึ้นกับคริสตชนในฐานะบุคคลที่เปิดหัวใจตนเองต่อการพยากรณ์ (prophecy) ต่อเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่พระจิตเจ้าทรงนำ แต่บุคคลพิเศษเหล่านี้จะไม่สามารถก่อเกิดผลดีถ้าหากท่านเหล่านั้นไม่สามารถก่อเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน การรวมคริสตชน/คน เข้าด้วยกัน (collectiveness) การ “เคลื่อน” (move) ประชาชน (people) สู่เป้าของการดลใจนั้น

     เพราะเหตุนี้พระศาสนจักรจึงมีพันธกิจที่จะนำพาคริสตชน (และทุกคน) ที่จะดำเนินชีวิตประจำวันของคน (หญิง-ชาย) ด้วยความสำนึกที่ไวเป็นพิเศษต่อผู้อื่น ต่อการปฏิเสธตัวเองสำหรับผู้อื่น ที่พระจิตเจ้านำมาให้พบปะรู้จักด้วย

กิจการ กิจกรรมของคริสตชนจึงมิใช่อื่นไกล นั่นก็คือสิ่งที่เราทำ เราปฏิบัติเป็นประจำตามกระแสเรียกในโลก นั่นคือ:-
     - ทำมาหากินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว (earning a living)
     - ดูแล เฝ้าอบรมลูก
     - เป็นมิตร กับทุกคน
     - สนุกสนานกับชีวิต
     - ฉลองโอกาสพิเศษในชีวิต 
     - ทำสวน ทำนา
     - ทำงานในโรงงาน
     - ทำมาค้าขาย
     - สร้างบ้าน สร้างเมือง
     - รักษาคนป่วย
     - ไว้ทุกข์ ภาวนาแก่ผู้สิ้นชีวิต
     - ดูแล ปลอบคนตกทุกข์ยาก
     - เรียนหนังสือ ค้นคว้า แสวงหาความรู้
     - เพลิดเพลิน เล่น ฟัง ดนตรี ฯลฯ
        ฯลฯ ฯลฯ

     พูดง่ายๆ นั่นคือคริสตชนทุกคนต้องพยายามค้นหาพระประสงค์ของพระเจ้าในกิจการ กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ และร่วมมือกับพระองค์ที่จะมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบแก่คนอื่นด้วย


     คุณพ่อคาร์ล ราห์เนอร์ กล่าวไว้ว่า ความเป็นคริสตชนในอนาคตนั้น มิได้อยู่ตรงภาพ ลักษณ์ที่แสดงออกว่าเป็นสังคมของคริสตชนอย่างกลมกลืนกัน แต่จะอยู่ตรงวิธีการแสดงออกแบบ ถ่องแท้ของการเป็นพยาน : “การเป็นพยาน ของ ชีวิตคริสตชนของชุมชนคริสต์ที่แท้จริง ที่สำนึก ที่คาดการณ์ล่วงหน้าจากจิตสำนึกอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเป็นคริสตชนต้องปฏิบัติอย่างไร?”

     เพราะฉะนั้น การเป็นคริสตชนแพร่ธรรมจึงเป็นการแสดงออกของบทบาทของคริสตชนในพระศาสนจักร ไม่ว่าจะได้รับหน้าที่ความรับผิดชอบกิจการใดก็ตามว่า เขา/เธอ จะเป็น “เจ้าของ” โครงการนั้นๆ ที่สามารถให้ความหวัง และ ความมีศักดิ์ศรีแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง

     แต่อย่างไรก็ตาม พระอาณาจักรบนโลกนี้มักมีความมืดมนอยู่เสมอ เหตุผลเพราะเป้าหมายของความหวังของมนุษย์ก็คือพระเจ้า ซึ่งเป็นรหัสธรรมเร้นลับลึกล้ำ ณ ใจกลางของชีวิตมนุษย์ที่เราพยายามหาคำตอบต่อคำถามมากมายของเรา แต่เรายังไม่ได้รับคำตอบนั้นๆ

เรารู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป เรารู้ว่าเรายังกำลังเสาะแสวงหาหนทางสู่ความหวังที่แท้จริง

     ป้ายชี้ทางสู่ความหวังที่แท้จริงก็คือการที่บุคคลคนหนึ่งเตรียมพร้อมที่จะสนองตอบการเรียกร้องให้ช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์แม้กระทั่งในระดับที่เราคาดคิดไม่ถึงมาก่อน ด้วยความหวัง ประสบการณ์ชีวิตที่ดีงาม และ คำมั่นสัญญาของรหัสธรรมเร้นลับลึกล้ำที่จะอุ้มชูชีวิตของเรา

     ความหวังที่แสดงออกด้วยชีวิตคริสตชนเริ่มเปล่งแสงแสดงให้เราเห็น ให้เราได้รับรู้แม้เพียงริบหรี่ หรือเพียงเล็กน้อยก็ตามถึงพระอาณาจักรพระเจ้าที่จะมาถึงว่าเป็นอย่างไร พระนามต่างๆ ที่พระศาสนจักรตั้งให้กับองค์พระเยซูคริสต์ ข้อคำสอนแห่งความเชื่อ รูปแบบของพระศาสนจักรที่พระศาสนจักรชี้ให้คริสตชนรับรู้ถึงส่วนร่วมของเราในชีวิตพระเจ้า ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความพยายามที่จะนำคริสตชนให้รับรู้และหวังด้วยความมั่นใจถึงพระอาณาจักรพระเจ้า


                                              From : No Escape from Finitude
                                                   by : John Navone Review for Religious 67.2.2008
                                                                                                                         (ยังมีต่อ)


( 0 Votes )หน้าที่และบทบาทในฐานะคริสตชน
Tags: