ยน. 16: 20-22, 33:

เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าท่านจะร้องไห้ คร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี ท่านจะเศร้าโศก แต่ความเศร้าโศกของท่านจะเปลี่ยนเป็นความยินดี หญิงที่กำลังจะคลอดบุตรย่อมมีความทุกข์ เพราะถึงเวลาของนางแล้ว แต่ เมื่อได้คลอดบุตรแล้ว นางก็จำความทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป เพราะความยินดีที่มนุษย์คนหนึ่งได้เกิดมาในโลก ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน บัดนี้ท่านมีความทุกข์ แต่เราจะเห็นท่านอีก และใจของท่านจะชื่นชมยินดี ไม่มีใครเอาความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้
...เราได้บอกเรื่องเหล่านี้แก่ท่านแล้ว เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ ท่านจะมีความทุกข์ยาก แต่อย่าท้อแท้ เราชนะโลกแล้ว

Sep_happiness

ความสุข:

คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่า ในการดำเนินชีวิตแต่ละวันนั้น เราต่างต้องการแสวงหาความสุข คำถามมีอยู่ว่า

เราต่างเข้าใจความหมายของ “ความสุข” (happiness) นี้อย่างไร? ความสุขนั้นหมายถึงการมีทุกสิ่งทุกอย่างหรือ?

หรือการได้อยู่กับคนใดคนหนึ่ง หรือ?

ก่อนอื่น ขออ้างถึงบทรำพึงของนักบุญเอากุสตินที่ว่า “จิตใจของข้าพเจ้าจะยังอยู่ไม่เป็นสุข (restless) จนกว่าจะได้พักในพระองค์” (Confessions I, 1) หรือ คำพังเพยของชาวอินเดียที่ว่า “ปลากระหายน้ำ” ( a fish in the water is thirsty)

มนุษย์เป็นสิ่งสร้างที่มีเอกลักษณ์ที่แปลกประหลาดข้อหนึ่ง คือ  “หัวใจมนุษย์ไม่หยุดนิ่ง ยังกังวล ยังกระหาย

ยังอยู่ไม่เป็นสุข” (restless) จนกว่า......จนกว่า.......จะพบอะไรบางอย่าง......จะพบสิ่งหนึ่ง.......ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร? อะไรบางอย่าง อะไรสิ่งหนึ่งนั้น.........คือใคร  คืออะไร?

เรามักจะเข้าใจถึงความสุข  (happiness)  ด้วยคุณลักษณะที่ไม่ถูกต้อง:

ก. -ข้อแรกเรามักเข้าใจว่า ความสุขคือ ความรู้สึกสุขล้นเหลือ ความสุขล้นหัวใจ เป็นความสนุกสนาน เสียงหัวเราะ ความดื่มด่ำทางความรู้สึก (euphoria) ด้วยความเข้าใจผิดนี้ มนุษย์เราจึงค้นหา เหตุ/ สิ่ง/ แหล่ง ที่จะนำความรู้สึกนี้ให้แก่ตน เหมือนกับหายามากระตุ้นความรู้สึกทางกาย/ ใจของตน (intoxicants, stimulants)  แต่สิ่ง/ แหล่ง/ เหตุ เหล่านี้มันไม่ถาวร .......มีสิ่งเดียวที่เป็นเหตุและแหล่งที่แท้จริงของความสุข ก็คือชีวิตของเราเอง (life)

ข.  -ข้อสองเรามักเข้าใจว่า เราสามารถแสวงหา ค้นหา ไล่ตามจับความสุขนี้ได้ หมายความว่า ถ้าเราทำอะไรบางอย่างและเราจะมีความสุข แต่ความสุขไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจับต้องมันโดยตรงได้ ความสุขเป็น “ผลที่ตามมา” ต่างหาก ความสุข เป็น consequence.

ค.  -ข้อสาม เรามักจะเข้าใจว่า ความสุขเป็นสิ่งของภายนอก (external things) เป็นของภายนอก อยู่กับบุคคลอื่น เรามักเข้าใจว่า ถ้าเรามีเงินร่ำรวย ถ้าเราแต่งงานกับบุคคลนี้ ถ้าเราได้งานนี้ เราได้ตำแหน่งนี้ และเราจะมีความสุข แต่เราก็เห็นความจริงทั่วไปว่า เงินทอง คู่สมรส อำนาจ ตำแหน่ง ไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขถาวรเลย คนยากจนหลายคนที่มีความสุขที่ถาวรกว่าเรา ก็มีมากมายให้เราเห็น เมื่อเรารับทราบความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความสุข สามข้อนี้แล้ว และเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ได้ความสุขที่แท้จริง มีข้อแนะนำสองข้อคือ:-

ก.  -เปลี่ยนทัศนคติที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered attitude):

มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งภาวนาขอจากพระเจ้าตลอดเวลาจนพระเจ้ารำคาญ จึงตรัสตอบว่า ตกลง ตกลง ฉันทนรำคาญเจ้าไม่ไหวแล้ว ตกลงจะให้ตามคำขอของเจ้า แต่ให้แค่ 3 ข้อ ชายคนนั้นตะลึงที่พระเจ้าตอบตกลง  ย้อนถามว่า ให้ 3 ข้อจริงๆ หรือ พระองค์ก็ตอบว่า แน่นอน ให้ 3 ข้อ ไม่มากกว่านี้.........ชายคนนั้น ก็เริ่มทำหน้าเหนียมอาย เอนศีรษะใกล้พระกรรณพระเจ้า ขอว่า ข้อนี้ตนรู้สึกอาย แต่ขอพระองค์ขจัดภรรยาที่อยู่ด้วยกัน หลายสิบปีออกไป ทูลพระเจ้าว่า ตนทนอยู่กับยายแก่คนนี้ไม่ไหวแล้ว......พระเจ้ามองหน้า ชายคนนั้น แต่เมื่อพระองค์ลั่นวาจาแล้ว ก็ตอบตกลง......ภรรยาก็สิ้นชีวิต มีพิธีสวดภาวนาแก่ผู้ล่วงลับ ระหว่างพิธีสวดศพนั้น ชายคนนั้นก็คิดในใจว่า หลังพิธีฝังศพแล้วจะขอข้อที่สองที่จะขอแต่งงานกับหญิงที่สาวกว่าสวยกว่า..........แต่ก่อนถึงวันนั้น ระหว่างสวดภาวนาหน้าศพ ชายคนนั้นก็ได้ยินคำสรรเสริญเยินยอถึงความดีงามของภรรยาของตน และเป็นเช่นนี้หลายวัน ก่อนวันฝัง ชายคนนั้นก็เริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองได้คิดผิดแล้ว..........จริงๆ ภรรยาของตัวเองก็เป็นคน น่ารัก น่าสรรเสริญ เป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดีของลูกของตนเองหลายคน........คิดแล้วจึงขอต่อพระเจ้าว่า ขอพระองค์ประทานชีวิตคืนให้แก่ภรรยาที่กำลังทำพิธีศพนี้ พระเจ้าก็ประทานคำขอข้อที่สองนี้ด้วยความยินดี แถมถามชายคนนั้นต่อไปว่า ยังเหลือข้อที่สาม จะขออะไรอีก

..........ชายคนนั้นก็ขอเวลาคิด  คิดอยู่ตั้งนาน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะขออะไร ตลอดเวลานี้ มีคนแนะนำมากมาย ให้ขอเงิน ขอทรัพย์สินต่างๆ ขอกิจการงานที่เจริญก้าวหน้า ขอเกียรติยศ ชื่อเสียง แต่ชายคนนั้นก็ยังลังเลใจอยู่ ชายคนนั้นจึงทูลพระเจ้าว่า “ผมขอพระองค์ได้ทรงโปรดช่วยบอกด้วยว่า ผมควรจะขออะไร?”...........พระเจ้าจึงตอบว่า ตกลงจะบอกให้เพื่อเอาบุญ

“เจ้าจงขอให้มีความสุข ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเจ้า และนี่แหละคือเคล็ดลับของชีวิต” .......หลังจากคำขอข้อที่สามนี้ คุณตา และคุณยาย (ชายคนขอและภรรยาที่ฟื้นคืนชีพ) ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขจนบั้นปลายชีวิต ท่ามกลางลูกหลานมากมาย

ข้อสรุปจากเรื่องเล่านี้ก็คือ “อย่าเอาตัวเอง ทัศนคติของตัวเอง เป็นศูนย์กลางวัดความสุข” ถ้าคุณไม่ให้สิ่งนี้แก่ ผม/ฉัน ผม/ฉัน จะไม่มีความสุข ผม/ฉัน ต้องได้งานนี้ ต้องได้ตำแหน่งนี้ ผม/ฉัน จึงจะ happy คุณต้องตอบตกลง ถ้าไม่ตกลง ผม/ฉัน จะโกรธคุณ ไม่พูดคุยกับคุณ ฯลฯ ด้วยทัศนคติของเราเช่นนี้แล้ว เราจะมีความสุขได้อย่างไร เราต้องเปลี่ยนทัศนคติ จงดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ละวัน ด้วยความสำนึกถึงพระเจ้า ไม่ว่าสภาพชีวิตจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ตามที่พระเจ้าแนะนำในเรื่องเล่าข้างต้น  “จงขอให้มีความสุขไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต”

ข.  - อย่าปล่อยตัว ผูกมัดกับความรู้สึกที่ไม่ดี ที่เป็นด้านลบ:

เป็นเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง มีชายคนหนึ่ง วิ่งไปหาอาจารย์พร้อมกับบ่นให้ฟังว่า ครอบครัวของตนไม่เป็นสุขเลย บ้านที่อยู่นั้นเป็นนรกแท้ๆ เลย มีที่ไม่พอเพียงสำหรับตนเอง ภรรยา และลูกๆ อีกหลายคน แถมมีญาติพี่น้องอยู่ด้วย อาจารย์ก็ตอบว่าจะช่วยเหลือให้แต่ต้องตอบตกลงก่อนว่า จะทำตามคำแนะนำที่กำลังจะบอกให้นี้ ชายคนนั้นก็ตอบตกลง

อาจารย์จึงถามว่า ที่บ้านมีสัตว์เลี้ยงอะไรบ้าง  ชายคนนั้นก็บอกว่า มีสุนัข 2 ตัว  แมว 2 ตัว เลี้ยงไก่ไว้ 7-8 ตัว แถมมีหมู 2 ตัว กับลูกๆ ของมันอีกคอกหนึ่งด้วย อาจารย์บอกว่า ดีแล้ว ในช่วงเจ็ดวันข้างหน้านี้ ให้นำสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในห้องที่อาศัยอยู่ ชายคนนั้น ฟังแล้วก็ตกใจ แต่ต้องจำยอม เพราะได้ตกลงตั้งแต่แรกว่าจะทำตาม........ระหว่างสัปดาห์นั้น ชายคนนั้น และ ภรรยา และทุกคน ต่างบ่นต่อว่า บ้านเป็นเหมือนนรกจริงๆ......จนครบสัปดาห์ ชายคนนั้นก็ไปหาอาจารย์ อาจารย์ถามว่าเป็นอย่างไร?..........ชายคนนั้นตอบไม่ออก แต่อาจารย์บอกต่อว่า นับแต่นี้ไปให้นำสัตว์เลี้ยงทั้งหมดออกจากห้องไปเลี้ยงนอกห้อง นอกบ้านตามเดิม

ชายคนนั้นรีบกลับบ้านทำตาม และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกคนยิ้มออก อยู่ในบ้าน ในห้องอย่างมีความสุขเหมือนอยู่ในสวรรค์

ข้อสรุปจากเรื่องเล่านี้ แสดงให้เห็นว่า สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวของบ้านนี้ก่อน และหลังเหตุการณ์เหมือนกัน แต่ความรู้สึกของเขาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างกับดินกับฟ้า เพราะต้นเหตุเดียวคือ ทัศนคติที่ปล่อยตัวเองให้ผูกมัดกับสภาพความรู้สึกที่ไม่ดีตอนแรก แต่พอมีเหตุการณ์เปรียบเทียบ (ที่เลวร้ายกว่า) สภาพเดิมที่ไม่ดี กลับกลายเป็นสภาพที่ดีขึ้น โดยในตัวมันเองไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย..........สภาพที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้  อาจจะเลวร้ายกว่านี้

แต่ที่มันไม่เลวร้ายกว่านี้โดยเราเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเลวร้ายอย่างไร และที่ไม่เลวร้ายกว่านี้ก็เพราะเหตุใด เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจงขอบพระคุณพระเจ้าที่เรายังเป็นอยู่อย่างที่เป็นทุกวันนี้โดยไม่เลวร้ายไปกว่านี้.........หรือว่า เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตเราเลวร้ายลงอีก สุขภาพเสื่อมโทรมลง เป็นอัมพาต เป็นอัมพฤกษ์ เป็นโรคนี้โรคนั้น เราก็ควรปรับทัศนคติว่า สิ่งที่กำลังเกิดกับตนเองนั้น ด้วยความเชื่อ เราเชื่อว่า สิ่งนั้นที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นกับเราเพื่อผลดีบางประการที่จะตามมาที่เรายังไม่รู้ (faith that everything is given, allowed by God, for the good of each one of us).

- จากบท Happiness จากหนังสือ  Walking on Water โดยคุณพ่อ Anthony de Mello, SJ Crossroad Publishing, New York; 1998

หมายเหตุ  : ท่านที่สนใจ “การภาวนาสมาธิแบบคริสตชน”  ของบาทหลวงนักพรต Lawrence Freeman OSBเชิญอ่านรายละเอียดได้จาก “วารสารแสงธรรมปริทัศน์” ฉบับที่ 2  เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2551/2000 บทความนี้แปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ โดยคุณวีณา โกวิทวานิชย์

Sep_letterSep_mappuangpen


( 0 Votes )ความสุข
Tags:     ความสุข