กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์   วันที่ 30 มิถุนายน 2011

jul_jesus-and-disciples

ลูกา 14: 27, 33 

ผู้ใดไม่แบกกางเขนของตนและติดตามเรา  ผู้นั้นเป็นศิษย์ของเราไม่ได้เช่นเดียวกัน” ดังนั้นทุกท่านที่ไม่ยอมสละทุกสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็เป็นศิษย์ของเราไม่ได้”

 

ลูกศิษย์ (Disciple) ของพระคริสต์

Clarence Jordan ศาสนาจารย์บัปติสชาวอเมริกัน เล่าประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของตนในบริบทของการเป็นลูกศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า (discipleship) ดังนี้:-

 +  วันหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษ ค.ศ.1950 ที่รัฐ Georgia หลังจากที่ได้ตั้ง “ฟาร์มชุมชน” ชื่อ Koinonia 

 Clarence Jordan ได้พูดกับ Robert Jordan พี่ชายของเขาซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาของรัฐ Georgia ขอให้ Robert ช่วยเป็นตัวแทนของฟาร์ม Koinonia พูดในวุฒิสภาขอการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นทางการ Robert พี่ชายก็ตอบ Clarence ว่า “พี่ทำไม่ได้ พี่จะเป็นตัวแทนให้น้องไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกคำครหา น้องก็รู้ว่าพี่มีเป้าหมายทางการเมือง การทำเช่นนี้  (เป็นตัวแทนของฟาร์ม Koinonia) มันเสี่ยงต่ออนาคตทางการเมืองของพี่” 

 Clarence พูดแย้งขึ้นมาว่า “แต่เรา (ครอบครัว Jordan) อาจจะสูญเสียทุกอย่างนะครับถ้าฟาร์มKoinonia ล้มเหลว”

 “แต่มันแตกต่างกันนะระหว่างน้องกับพี่” Robert ให้เหตุผล

 “ต่างกันอย่างไรครับ ผมยังจำได้ว่า ตอนเมื่อเรายังเป็นเด็กเล็กๆ เราไปวัดวันอาทิตย์  และถูกศาสนาจารย์ถามว่า ‘หนูรับพระเยซูเป็นพระเจ้า และผู้ไถ่ของหนูไหม’  และผมก็ตอบทันทีว่า ‘ผมรับครับ’ และพี่จำได้ไหมว่าพี่ตอบอย่างไร?”

 Robert ตอบว่า  “พี่จำได้ พี่ตอบว่า พี่จะติดตามพระเยซูจนถึงจุดจุดหนึ่ง”

 Clarence จี้ถามต่อไปว่า  “และจุดนั้นคือ กางเขน ใช่ไหมครับ?”

 Robert ตอบน้องว่า “ใช่ พี่จะติดตามพระเยซูเจ้าถึงกางเขน แต่ไม่ใช่ ‘บน’  กางเขน  พี่ไม่พร้อมที่จะถูกตรึงบนกางเขน” 

 Clarence จ้องมองตาพี่ชายพร้อมพูดต่อว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่า พี่ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระเยซูพี่เป็นเพียงแต่ผู้ที่นิยมชมชอบ (admirer) พระเยซู พี่ไม่ใช่ลูกศิษย์ (disciple) ของพระเยซู” 

 (จาก The Heart of Discipleship - The Disciples’ Jesus: Christology as Reconciling Practice
by   Dr. Terrence W. Tilley Orbis Books, Maryknoll, N.Y.; 2008)

 หมายเหตุ :         ฟาร์มชุมชน Koinonia นี้ในภายหลังเป็นแม่แบบของ  Habitat for Humanity  “มูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติ”  ที่เป็นองค์กรสร้างบ้านที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ที่ยากจน ยากจนมากจนกระทั่งไม่มีสถาบัน การเงินใดยอมให้กู้เงินเพื่อสร้างบ้าน  เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 Habitat for Humanity ได้มาสร้างบ้านจำนวน 82 หลังที่จังหวัดเชียงใหม่ให้แก่ครอบครัวคนไทยที่ยากจนเพื่อการเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา 82 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

****************************************************************

 ข้อคิดจากคำสอนเกี่ยวกับบ้านเมือง (ต่อจากสัปดาห์ก่อน) 

  •  การเมืองสมัยใหม่ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น  กำลังจำกัดขอบเขตศาสนา  (คริสตศาสนา)  ให้เป็น เรื่องเฉพาะส่วนตัว (ในครอบครัว)  และพื้นฐานต่างๆ ของศีลธรรมกลายเป็นเรื่องพหุนิยมตามใจของแต่ละคน (pluralism)
  • พระศาสนจักรดูเสมือนจะมีอิสรภาพที่จะทำนุบำรุงรักษาคุณค่าแห่งศีลธรรมด้วยข้อคำสอนต่างๆ  ที่ตนต้องการ  แต่คำสอนเหล่านี้ไม่มีกฎหมายของรัฐมารองรับเลย  และเพราะเหตุนี้  “การเมือง”  ที่ยิ่งวันยิ่งโน้มเอียงทางโลกียวิสัยนิยม (secularism)  เลยกลายเป็นผู้ออกกฎระเบียบ  (legislator)  ด้านศีลธรรมโดยประชาชนไม่รู้ตัว  แต่มีข้อแตกต่างตรงที่ว่ากฎระเบียบด้านศีลธรรมที่รัฐเป็นผู้ตราออกมานี้  มีเนื้อหาที่แตกต่าง จากข้อคำสอนศีลธรรม   คำสอนด้านสังคมของคริสตศาสนาคาทอลิก  และนี่คือประเด็นที่พระศาสนจักรกำลัง เผชิญหน้ากับรัฐต่างๆ  กับการเมืองในโลกปัจจุบันที่ทาง รัฐ/การเมือง เหมาเอาเองว่า เขา (รัฐ/การเมือง) เป็นกลางในเรื่องทางศาสนา 
  • ทางรัฐมักอ้างความเป็นอิสระในการบริหารปกครองประเทศซึ่งพระศาสนจักรต้องเคารพ แต่ในทางกลับกัน  รัฐ/การเมือง  กลับไม่ยอมรับความจริงที่ว่าพระศาสนจักรภายใต้พระญาณสอดส่องของพระเจ้ากำลังรักษาความ สมดุลของอำนาจต่างๆ ของรัฐ  และบนพื้นฐานความจริงข้อนี้  สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์  ที่ 16 เน้น อย่างหนักแน่นว่า   “การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นธรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าหากมนุษย์ไม่  อ้างอิงถึงพระเจ้าเลย”  (หมายถึง ไม่พึ่งพาพระเจ้า) (the impossibility of guaranteeing democratic order without reference to God)  หมายความว่า  ถ้าเราไม่ใช้พระบัญญัติพระเจ้าเป็นพื้นฐานแล้ว  กฎหมายของบ้านเมืองของรัฐจะไม่สามารถมีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะนำมาใช้ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย  ด้วยความเป็น  ธรรม ด้วยความสงบสุขสันติแก่ประชากรของรัฐ  

Fundamental   Politics:   What we must learn from the social thought of  Benedict XVI
โดย Fr. Thomas Rourke; 
จากนิตยสาร COMMUNIO ฉบับ Fall 2008:     

 

การคืนดี ปรองดอง ตามจิตตารมณ์คริสตชน 

(Christian Reconciliation)

กระบวนการคืนดีปรองดองโดยคริสตชนนั้น ควรคำนึง และทำความเข้าใจกับแนวทางวิธีการ 3 ประการนี้:

  1. การนำสองฝ่ายคืนดี  ปรองดองกัน (reconciliation)  มักจะมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนักในหมู่คริสตชนว่าในกรณีขัดแย้ง คริสตชนจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ย นำทั้งสองฝ่ายคืนดีกันโดยไม่เลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่ง นี่เป็นการ ถือเอาการคืนดีปรองดองเป็นหลัก แต่เราจำต้องสำนึกว่า ในการขัดแย้งนั้น จะต้องมีฝ่ายหนึ่งทำถูก และ อีกฝ่ายหนึ่งทำผิด ฝ่ายหนึ่งถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ ส่วนอีกฝ่ายเอาเปรียบเขาและกดขี่เขา  ในกรณีเช่นนี้ คริสตชนจำต้องขจัดความไม่ดี ความผิด ความอยุติธรรม การกดขี่ ให้หมดไปก่อน  เราเป็นผู้นำสันติการ คืนดีสู่คู่กรณีก็จริงแต่เราจะไม่ยอมรับประเด็นความไม่ดีต่างๆ เหล่านี้ การนำคู่กรณีให้หันหน้าเข้าหากัน  คุยกัน  ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน  และรับประเด็นต่างๆ  ของแต่ละฝ่าย  โดยแก้ไขประเด็นไม่ดี และ รับประเด็นดี  เราเป็นมิตรกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย (คน) แต่เรา ไม่เป็นมิตรกับสิ่งที่ผิด (ปรองดองกับ “คน” แต่ไม่ปรองดองกับ “ความผิด/ ความไม่ถูกต้อง)

  1. การวางตัวเป็นกลาง (neutrality) การวางตัวเป็นกลางของคริสตชนต้องยอมรับว่า บางครั้ง บ่อยครั้ง ทำไม่ได้โดยเฉพาะในกรณีที่การขัดแย้งเกิดจากความอยุติธรรม การถูกกดขี่ ถ้าคริสตชนวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้าง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มุ่งแก้ให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและคืนดี ให้อยู่ในสภาพหย่าศึก (status quo) ในกรณีเช่นนี้ก็เท่ากับฝ่ายที่เอาเปรียบกดขี่ก็จะได้ประโยชน์  และอีกฝ่ายก็เสียประโยชน์  และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ (ซึ่งหมายความว่า ความอยุติธรรมก็จะยังอยู่ไปเรื่อยๆ เช่นกัน) จนกว่าจะมีใครสักคนหนึ่งจากฝ่ายที่สามกล้า พอที่จะมาแก้ประเด็นที่ไม่ยุติธรรมนั้นให้หมดไป การคืนดีปรองดองที่แท้จริงและสันติจึงจะเกิดขึ้นได้ 

  1. การพบกันครึ่งทาง (middle way)  คริสตชนเรามักจะเข้าใจว่า  การพบกันครึ่งทางในกรณีโต้แย้ง  ขัดแย้งกันนั้น  เป็นหนทางแก้ไขที่ดีเพราะคิดเหมาเองว่า วิธีนี้เป็นการลดความรุนแรง ลดความร้อนแรงของประเด็น ที่โต้เถียงกัน ที่ขัดแย้งกัน แต่วิธีนี้เป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน เลี่ยงการเข้าถึงจุดของเหตุที่แท้จริงของ            การขัดแย้ง จึงทำให้ไม่สามารถแก้ไขการขัดแย้งอย่างถาวร วันนี้พอสงบศึกได้ แต่พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันก็คุกรุ่น        ขึ้นมาใหม่ วิธีพบกันครึ่งทางจึงเป็นการหนีปัญหา (escapism) ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา

(จาก Love as Consequence of Authentic Forgiveness โดยคุณพ่อ Thomas Rosica CSB ZENIT News – 8 มิ.ย. 2010)

jul_49th

Jul_49thMap


( 0 Votes )ลูกศิษย์ (Disciple) ของพระคริสต์