กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์  

วันที่ 16 มิถุนายน 2011

มัทธิว 25: 34-36 

แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่ผู้ที่อยู่เบื้องขวาว่า ‘เชิญมาเถิดท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา เชิญมารับอาณาจักรเป็น มรดกที่เตรียมไว้ให้ท่านแล้วตั้งแต่สร้างโลก เพราะว่า เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2011 เกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงแก่มนุษยชาติอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบของ ภัยธรรมชาติจากท้องทะเล นั่นคือ คลื่นสึนามิได้ถล่มกลืนเมืองเซนไดริมฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศญี่ปุ่น 

ความเสียหายของประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้รุนแรงมาก ไม่ใช่เฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิต 10,019 คน และสูญหาย17,541 คน (ยอดสรุปเพียงณ วันที่ 25 มีนาคม 2554) เท่านั้น แต่ยังมีภัยอันตรายจากโรงไฟฟ้าปรมาณูที่เกิดการรั่วของกัมมันตภาพรังสีที่เป็นภัยแก่สุขภาพของคนจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจก็แผ่กระจายสู่วงการธุรกิจ อุตสาหกรรม ต่างๆ มากมายซึ่งก็กระทบการดำเนินชีวิตของประชากรอย่างรุนแรง แต่ในอีกด้านหนึ่งของยามวิบัตินี้ ประชากรโลกได้แสดงถึงน้ำใจดี ช่วยกันระดมความช่วยเหลือแก่ประเทศญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของเหตุการณ์ทั้งทางด้านชีวิตกายและทางด้านจิตใจด้วย 

......แต่ในความมืดมนก็ยังมีแสงสว่างขจัดความมืดออกจากชีวิต ดังเรื่องของเด็กชายอายุ 9 ขวบคนนี้ 

ที่นักข่าวชาวเวียดนามได้พบในเหตุการณ์ดังนี้:-

 มีเรื่องประทับใจเกี่ยวกับเด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผม (นักข่าวชาวเวียตนาม) ว่า ศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นยังไง 

คืนก่อนผมถูกส่งไปที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหาร ให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบเด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบ คนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน้น ผมกลัวว่ากว่า จะถึงคิวของเขา อาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา เขาเล่าว่า เขาอยู่ที่โรงเรียนตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมา รับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของโรงเรียน เห็นรถของพ่อถูกคลื่นสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ เขาหนาวจนตัวสั่น ผมเลยเอาแจ๊กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผม ก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า “กว่าจะถึงคิวหนู อาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว” เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันที แต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่ ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า “ก็ผมเห็นมีคนอีก ตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง”  ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตา ของผม สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้...... 
ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่.....  เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่

 

ข้อคิดจากคำสอนเกี่ยวกับบ้านเมือง 

(ต่อจากสัปดาห์ก่อน)

  • · กฎ ระเบียบ กฎหมายของบ้านเมืองนั้น เป็นผลจาก  “งานของพระจิตเจ้า”  เพราะ “พระจิตเจ้า” คือพระ บุคคลในพระตรีเอกภาพที่จรรโลงโลกทั้งโลกให้อยู่ในพระพรของพระเจ้า ตลอดเวลาเป็นพระจิตเจ้าที่ให้ชีวิต แก่มนุษยชาติ ให้แก่สิ่งสร้าง และโลกได้เจริญพัฒนาต่อไปตามแผนการสร้างของพระบิดา และ ให้ผลการไถ่กู้มนุษยชาติของพระบุตรสำเร็จในชีวิตมนุษย์ทุกคน

ระหว่าง กฎ ระเบียบ กฎหมายของมนุษย์กับพระจิตเจ้า  ไม่มีการต่อต้าน (opposite) ไม่มีเขตแบ่งแยกกันแต่พระจิตกลับทำให้กฎหมาย (ของบ้านเมือง)  ครบบริบูรณ์ขึ้นตามบทจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรมและ ชาวกาลาเทีย ที่กล่าวไว้ว่า:

 โรม 8: 2: กฎของพระจิตเจ้าซึ่งประทานชีวิตในพระคริสตเยซูนั้น  ช่วยท่านให้ พ้นจากกฎของบาป  และกฎของความตาย

กาลาเทีย 5: 22-25: ส่วนผลของพระจิตเจ้าก็คือความรัก ความชื่นชม ความสงบ ความ อดทน ความเมตตา ความใจดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง  เรื่องเหล่านี้ไม่มีธรรมบัญญัติใดห้ามไว้เลย  ผู้ที่เป็นของพระคริสตเยซูก็ตรึงธรรมชาติของตนพร้อมกับกิเลสตัณหาไว้กับไม้กางเขนแล้ว  ถ้าเรามีชีวิตเดชะพระจิตเจ้าแล้ว  เราจงดำเนินชีวิตตามพระจิตเจ้าด้วย

  • · กฎหมายของพระเจ้า (God’s laws) อยู่ในรูปแบบของพระบัญญัติของพระองค์ (commandments) “พื้นที่ของการดำเนินชีวิต” (spheres of living) ของประชากรของพระองค์   เป็นบริบทของการอยู่ด้วยกันn(togetherness) ของมนุษย์กับพระเจ้า

 พระบัญญัติของพระเจ้าเป็นสื่อกลางของคำสัญญา (covenant) ที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับประชาชาติเลือกสรรของพระองค์  ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน  และแผนการไถ่กู้มนุษยชาติ  ประชาชาติเลือกสรรนี้ได้ยืนยันต่อมาว่า คำสัญญาของพระเจ้านี้เป็นของขวัญสำหรับมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาด้วย นั่นคือ การดำเนินชีวิตของมนุษย์แต่ละคนอยู่ภายใต้การดูแลของพระเจ้า (governance) ภายใต้โครงสร้างการปกครอง (government)  ของตัวแทนของพระองค์ และภายใต้คำสัญญาแห่งความรอด (salvation)

 การดูแลปกครองดำเนินไปในรูปแบบของกฎระเบียบของชุมชน  กฎหมายของแผ่นดิน (laws of the land) คำว่า  “กฎหมาย” = Law  เป็นคำแปลภาษาอังกฤษที่มาจากภาษากรีก  ที่มาจากคำว่า Torah กฎหมายของชาวยิว - ประชาชาติเลือกสรรของพระเจ้า

 การดำเนินชีวิตเป็นสังคมภายใต้การปกครองด้วยระเบียบกฎหมายของคน   (ตัวแทนชุมชนผู้มีอำนาจ)จึงเป็นโครงสร้างที่เป็นระเบียบเรียบร้อยที่ถาวรในมนุษยชาติ (politia = institutionalized political status of living together)และในขณะเดียวกันควบคู่กันไป มนุษย์ก็ดำเนินชีวิตพร้อมกับพระเจ้าด้วย จึงรวมตัวในการนมัสการพระเจ้า ภาวนาถึงพระองค์ เป็นชุมชนที่เราเรียกว่า  “วัด” (ecclesia = institutionalized political existence of the people of God in a worshipping community).

 (“God’s Commandments and their Political Presence: Notes of a Tradition on the ‘Ground’ of Ethics”   โดยคุณพ่อ Hans G. Ulrich จากนิตยสาร Studies in Christian Ethics ฉบับกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010)

 

(ยังมีต่อสัปดาห์หน้า)


( 0 Votes )ข้อคิดจากคำสอนเกี่ยวกับบ้านเมือง