กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์
วันที่ 2 มิถุนายน 2011

ลูกา 23: 39-43 

ผู้ร้ายคนหนึ่งที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนพูดดูหมิ่นพระองค์ว่า“แกเป็นพระคริสต์ไม่ใช่หรือ จงช่วยตนเองและช่วยเราให้รอดพ้นด้วยซิ”   แต่อีกคนหนึ่งดุเขากล่าวว่า “แกไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือที่มารับโทษเดียวกัน สำหรับพวกเราก็ยุติธรรมแล้ว เพราะเรารับโทษสมกับการกระทำของเรา แต่ท่านผู้นี้มิได้ทำผิดเลย” แล้วเขาทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าด้วยเมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักรของพระองค์” พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์”

มาระโก 16: 19-20 

เมื่อพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้แล้ว พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์ให้ประทับ ณ เบื้องขวา บรรดาศิษย์ก็แยกย้ายกันออกไปเทศนาสั่งสอนทั่วทุกแห่งหน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำงานร่วมกับเขาและทรงรับรองคำสั่งสอนโดยอัศจรรย์ที่ติดตามมา

Jun_Order

ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ (ascension) บรรดาเทวดาและนักบุญต่างเฝ้ารอคอยต้อนรับพระองค์

 เมื่อประตูสวรรค์เปิดออก พระบิดาทรงอ้าแขนต้อนรับพระบุตรเข้าสวรรค์  .....แต่บรรดาเทวดา และนักบุญสังเกตเห็นว่า มีใครคนหนึ่งแอบหลบอยู่ที่ข้างประตูสวรรค์ ดูจากรูปร่างหน้าตาและเสื้อผ้าที่มีเฉพาะท่อนล่างของร่างกายของชายคนนี้ ต่างก็คิดว่าคงไม่ใช่ผู้ที่ควรจะได้เข้าสวรรค์  บรรดาเทวดาและนักบุญต่างก็ทูลถามพระเยซูว่า “นั่นใครกันที่ติดตามพระองค์ขึ้นมา?”

 พระเยซูจึงหันไปดูและหัวเราะ พร้อมกับทูลพระบิดาด้วยเสียงที่ดังชัดถ้อยชัดคำจนทุกคนได้ยินทั่วสวรรค์ว่า  “ข้าแต่พระบิดา ชายคนนี้เป็นเพื่อนใหม่ของลูก เขาถูกตรึงกางเขนพร้อมกับลูกในข้อหาเป็นโจรขโมยของ แต่จิตใจของเขาดีพอที่เป็นทุกข์ถึงบาป พูดปรามเพื่อนโจรอีกคนที่ถูกตรึงกางเขนพร้อมกัน และขอลูกอย่าลืมเขาเมื่อลูกเข้าสู่พระราชัยสวรรค์พะย่ะค่ะ”

เมื่อทรงตรัสเสร็จแล้ว พระเยซูจึงหันไปยังชายนักโทษที่เป็นโจรขโมยคนนั้นพร้อมกับกล่าวว่า

 “ดีสมาส เชิญเข้ามาในสวรรค์ได้ตามที่ฉันได้สัญญากับเจ้าไว้เมื่อสี่สิบสามวันก่อน”

 

ข้อคิดด้านสังคม-การเมืองของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 มีดังนี้.- 

  • “การเมือง” (politics) (ในความคิดของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16) หมายถึง “การกระทำด้วยเหตุผล/ตามเหตุผล” (an exercise of reason) แต่เป็น “เหตุผล” ที่มีลักษณะเฉพาะที่ทรงพลังหนุนด้วยความเชื่อ (a specific kind informed by faith)

“เหตุผล”  ปรากฎอยู่ทั่วอาณาจักรวาลของธรรมชาติที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะที่ประทานโดยพระเจ้า ผู้สร้าง(the Creator) พระเจ้าผู้สูงส่งเหนือความเข้าใจของ “เหตุผล” และ เป็นพระองค์เองที่ปลดปล่อยพลังที่ซ่อนไว้ใน “เหตุผล” ให้เป็นอิสระ (เพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ)เพราะเหตุนี้ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 จึงทรงตรัสเตือนใจว่า ความผิดพลาดมหันต์ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันข้อหนึ่ง ก็คือ การเหมาเอาว่า ความเป็นอิสระของ “เหตุผล” ที่จะคิดอะไร ทำอะไรก็ได้ (the autonomy of reason) หมายถึง การไม่ต้องพึ่งพาพระเจ้า (หมายความว่า “การเมือง” – ที่บัญญัติความหมายข้างต้นว่า “คือการกระทำด้วยเหตุผล/ตามเหตุผล” (an exercise of reason) - จะคิดอะไรก็ได้ทำอะไรก็ได้ ตามใจฉัน   จนไม่ต้องพึ่งพาพระเจ้า) นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด

  • · สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 อธิบายไว้ว่า:

ความเข้าใจข้อแรกๆ ของความเชื่อของคาทอลิก (เกี่ยวกับบ้านเมือง) ต้องเข้าใจว่า “รัฐ” ไม่ใช่เป็นโลกทั้งครบ ไม่ใช่เป็นสถาบันบริบูรณ์ที่คนเรา (ประชาชน) อาศัยดำเนินชีวิตอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับความจริงที่ว่า“การสร้างมนุษย์ และสรรพสิ่งของพระเจ้าบนโลกอยู่เหนือความศักดิ์สิทธิ์ (de-divinize) ของจักรวาล (cosmos)ฉันใด คริสตศาสนาของเราก็อยู่เหนือความศักดิ์สิทธิ์ (de-divinize) ของ “รัฐ” ฉันนั้น (just as the Creation account de-divinizes the cosmos, Christianity de-divinizes the state) ความหมายว่า “มนุษย์/มนุษยชาติ” เป็นสิ่งสร้างประเสริฐกว่าสิ่งสร้างอื่นๆ  (รวมทั้งจักรวาลนอกโลก –cosmos) เพราะมีชีวิตพระเจ้าอยู่กับเรา (divinize) ในทำนองเดียวกัน “ความเป็นคริสตชน” ก็ประเสริฐกว่า “ความเป็นประชากรของรัฐ” เพราะชีวิตคริสตชนมีชีวิตพระ (divinize)  ส่วนชีวิตในฐานะประชากรรัฐเป็น สถานภาพทางรัฐศาสตร์ (ทางโลก - secularize) และ จริยศาสตร์ (ethics – under the laws of the land).

 (จาก Fundamental Politics: What We Must Learn from the Social Thought of Benedict XVI โดย  คุณพ่อ Thomas Rourke Communio ฉบับ Fall 2008)


( 0 Votes )ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์
Related Articles - เอกสารโดย คุณพอล แมรี่