กลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์  

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2011

feb_original_Food-Safety

ยอห์น 4: 31-38 

ระหว่างนั้น บรรดาศิษย์ทูลรบเร้าพระองค์ว่า “รับบี เชิญรับประทาน อาหารบ้างเถิด” แต่พระองค์ตรัสตอบว่า “เรามีอาหารอื่นที่ท่านทั้งหลายไม่รู้จัก” บรรดาศิษย์จึงถามกันว่า “มีใครนำสิ่งใดมาให้พระองค์รับประทานหรือ” พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “อาหารของเรา คือการทำตามพระประสงค์ของพระผู้ทรงส่งเรามา    และการประกอบภารกิจของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงไป  ท่านพูดกันมิใช่หรือ  อีกสี่เดือนก็จะถึงเวลาเก็บเกี่ยว ถูกแล้ว เราบอกท่านทั้งหลายว่า  จงเงยหน้าขึ้นมองดูทุ่งนาเถิด ทุ่งนาเหลืองอร่ามพร้อมจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว คนเก็บเกี่ยวกำลังจะรับค่าจ้าง และรวบรวมผลไว้เพื่อชีวิตนิรันดร เพื่อทั้งคนหว่าน และคนเก็บเกี่ยวจะมีความยินดีร่วมกัน  ในกรณีนี้ก็เป็นจริงตามคำพูดที่ว่า คนหนึ่งหว่าน  อีกคนหนึ่งเก็บเกี่ยว เราส่งท่านทั้งหลายไปเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้ลงแรงทำงานไว้ คนอื่นลงแรงไว้ แล้วท่านเข้ามาเก็บผลจากแรงงานของพวกเขา

อาหารกายจากข้าวสาลี และ อาหารใจจากพระวาจาฯ

ชาวนาครอบครัวหนึ่งมีอาชีพปลูกข้าวสาลีมานานแล้ว พ่อบ้านมักนำเมล็ดข้าวสาลีมาเคี้ยวเล่น เมล็ดข้าวสาลีสดเวลาถูกขบเคี้ยวจะส่งกลิ่นหอม แถมแป้งที่ละลายในปากก็มีรสอร่อย ให้โปรตีนมีประโยชน์ต่อร่างกาย และนี่ถือว่าเป็นอาหารประจำวันของพ่อบ้าน แม่บ้าน และลูกๆ ของครอบครัวชาวนานี้ที่อยู่ในชนบท

 วันหนึ่ง พ่อบ้านชาวนาคนนี้ เดินทางเข้าไปทำธุระในตัวเมืองใหญ่ และต้องพักค้างคืนในเมือง เช้าวันรุ่งขึ้น อาหารมื้อเช้ามีขนมปังมาให้รับประทาน พ่อบ้านลองชิมดู ก็รู้สึกอร่อย จึงถามว่า ขนมปังนี้ทำจากอะไร?  เจ้าของที่พักก็บอกว่ามาจากข้าวสาลี

 ตอนเที่ยงหลังจากทานอาหารแล้ว ก็มีขนมหวานเป็นเค้กมาบริการให้ พ่อบ้านรับประทานแล้วรู้สึกยิ่งอร่อยกว่าขนมปังตอนเช้าอีก จึงถามว่า เค้กนี้ทำมาจากอะไร? ก็ได้รับคำตอบว่ามาจากข้าวสาลี

 หลังจากทำธุระเสร็จแล้ว พ่อบ้านกลับที่พักรับประทานอาหารเย็น คราวนี้มีขนมอบ pastry มาเสริฟให้  พ่อบ้านลองชิมดูก็รู้สึกประหลาดว่า มันอร่อยกว่าขนมปังตอนเช้า และเค้กตอนกลางวันเสียอีก จึงถามคำถามเดิมว่ามันทำมาจากอะไร? แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเดียวกันอีกครั้งหนึ่งว่า ทำมาจากข้าวสาลี......

 .......พ่อบ้านคนนี้จึงครุ่นคิดในใจว่า ทำไมข้าวสาลีที่เขาคุ้นเคยมากในชีวิตของชาวนา ที่เขาและภรรยา พร้อมทั้งลูกๆ เคี้ยวรับประทานทุกวันจึงสามารถกลายมาเป็นขนมปัง เป็นเค้ก และขนมอบ pastry ที่อร่อยมากขึ้นในระดับต่างๆ กันได้ถึงเพียงนี้

 ประสบการณ์การรับประทานข้าวสาลีของพ่อบ้านชาวนาคนนี้ เปรียบเทียบกับประสบการณ์ของคริสตชนเราต่อ “พระวาจาพระเจ้า” ได้ดังนี้:-

i ) การเคี้ยวข้าวสาลีสดได้แป้งเป็นอาหารโปรตีนให้แก่ร่างกาย........

 เทียบกับ  การอ่านพระวาจา (พระวรสาร/ พระคัมภีร์) และเข้าใจตามตัวอักษร  (simple) 

ii ) การรับประทานขนมปัง (ที่ทำมาจากแป้งข้าวสาลี) อร่อยมากขึ้น
มากกว่าเคี้ยวเมล็ดข้าวสาลี........

 เทียบกับ  อ่านพระวาจาแล้ว มีการอธิบายความหมายของถ้อยคำของ พระวาจา (homiletical)

iii) การรับประทานเค้ก (ที่ทำมาจากแป้งข้าวสาลี) ก็ยิ่งอร่อยมากขึ้น.........

 เทียบกับ  อ่านพระวาจาแล้ว มีการอธิบายผนวกด้วยเรื่องเปรียบเทียบกับ ชีวิตจริง (allegorical)

iv) การรับประทานขนมอบ pastry (ที่ทำมาจากแป้งข้าวสาลี) อร่อยที่สุด เพราะเป็นของหวานหลากหลายผสมกับผลไม้ แยม ครีม ต่างๆ..... 

 เทียบกับ  อ่านพระวาจาแล้ว รำพึง ให้พระวาจาหลอมจิตใจ มอบความรักแด่พระเจ้า  เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในพระธรรมล้ำลึกของพระเจ้า (mystical) 

 

(ดัดแปลงจาก Zohar Annotated & Explained:The Essence of Torah by  Rabbi Rami Shapiro)

และนี่คือแนวทางการ “รับ” (receive)  “รับฟัง” (listen)  “รับรู้” (acknowledge)  “รำพึง” (meditate)

“พิศเพ่ง” (contemplate)  “เป็นหนึ่งเดียว” (Communion)  “รัก” (love)  พระวาจาพระเจ้า

****************************

 หมายเหตุ: สภาพระสังฆราชฯ ได้ประกาศคำขวัญรณรงค์พระวาจาสำหรับปี ค.ศ. 2011 ว่า.-

“ชุมชนศิษย์พระคริสต์ เจริญชีวิตพระวาจา” 


( 1 Vote )อาหารกายจากข้าวสาลี
Tags:     อาหาร      พระวาจา